15 ปีที่รอคอย ศิวรักษ์ จากมือ3สู่มือ1และกัปตันทีมชาติไทย

15 ปีที่รอคอย ศิวรักษ์ จากมือ3สู่มือ1และกัปตันทีมชาติไทย

ชีวิตมนุษย์เราบางทีก็แปลกหลายๆครั้งโชคชะตามักเล่นตลกให้เราไปไม่ถึงจุดหมาย ความขยันเพียรพยายามของบางคนทุ่มเทแทบตายแต่ผลลัพธ์ที่ได้ในชีวิตกลับไม่คุ้มค่า ผิดกับบางคนที่ไม่มีความพยายาม แต่มีจังหวะและโอกาสนำพาไปสู่สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าในเวลาอันรวดเร็ว

ชีวิตของศิวรักษ์ เทศสูงเนินก็คล้ายๆแบบที่เอ่ยมาในข้างต้นเลย เขาคือนายทวารที่ประสบความสำเร็จในแวดวงลูกหนังไทยยุคใหม่ ตั้งแต่ปี 2010 เขากวาดทุกถ้วยรางวัลระดับสโมสรทุกรายการในประเทศมาหมดแล้ว 22 รายการกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของสถิติคงกระพันธ์เก็บคลีนชีตไม่เสียประตูยาวนานสุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก 900 นาที ซึ่งเกิดขึ้นเป็นเวลา 10 นัดในช่วงฤดูกาล 2019 (พ.ศ.2562) แม้ทุกเสียงจะสรรเสริญเขามากมายแค่ไหนกับเกียรติยศที่เขาได้รับมากมาย

แต่สำหรับแชมป์ การเฝ้าเสาในนามทีมชาติไทยมันดูเป็นเรื่องไกลตัวมากหากเทียบจากเรื่องราวในอดีต ศิวรักษ์ เป็นลูกชายของพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน ที่มีอาชีพเป็นข้าราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาเทศบาลนครราชสีมา (อนุสรณ์ ๗๐ ปี เทศบาล) ซึ่งในอดีตพ่อของเขาก็เป็นอดีตนักบอลชื่อดังในโคราชตำแหน่งผู้รักษาประตูลงเล่นบอลดังภูธรละแวกภาคอีสานมานับไม่ถ้วน แชมป์จึงซึมซับคุณพ่อมาเต็มๆ แม้ชีวิตจะผูกพันกับแผ่นดินเกิดบนแดนดินที่ราบสูงภาคอีสาน เขาเล่าเรียนที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ในวัยมัธยมไม่ได้มีวาสนาสัมผัสบอลนักเรียนรายการกรมพละในเมืองหลวง แต่การได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ลงข่าวการคัดตัวนักเรียนไทย 18 ปีของกรมพละ. ทำให้เขาหอบหิ้วถุงมือ พร้อมเงิน 500 บาทที่พกติดตัวมานั่งรอการเปิดคัดตัวที่สนามเทพหัสดินในปี 2545 (2002) เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้าเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าได้ผลตอบแทนคุ้มค่าติดทีมไปแข่งนักเรียนไทยชิงแชมป์เอเชียที่ประเทศมาเลเซียและเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยก็ได้รับการติดต่อให้ไปเล่นให้สโมสรธนาคารกรุงเทพ ลงเล่นไทยลีกปี (2003)

จังหวะชีวิตประจวบเหมาะความล้มเหลวทีมชาติไทยคัดบอลโลก 2006 สมาคมชุดนั้น ตัดสินใจโละแข้งเก๋าทีมชาติทิ้งและตำแหน่งผู้รักษาประตู โกสินทร์ หทัยรัตนกุล, นริศ ทวีกุล และ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน คือ 3 ประตูดาวรุ่งไทยลีกในเวลานั้นที่ถูกเรียกติดทีม พร้อมสมญานามทีมชุดนี้ในเวลานั้นว่า “ยังบลัด”

ศิวรักษ์ออกสตาร์ทบนม้านั่งสำรองในเกมที่ไทยบุกไปแพ้เกาหลีเหนือ 1-4 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2004 ต่อด้วยเกมเปิดบ้านถล่มยูเออี 3-0 และเสมอเยเมน 1-1 แม้จะไม่ได้ลงสัมผัสเกมแม้แต่วินาทีเดียว เพราะเป็นมือ3 ของทีมแต่นั่นก็ถือเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดของผู้รักษาประตูดาวรุ่งวัยยี่สิบปีกับก้าวแรกบนทีมชาติ

จากนั้น 3 ปีต่อมาช่วงการคัดบอลโลก “โค้ชหรั่ง” ชาญวิทย์ ผลชีวิน อยากลองให้โอกาส ศิวรักษ์ สั่งสมประสบการณ์ในนามทีมชาติ จึงส่งลงเล่นเกมแรกในเกมคัดบอลโลก ปี 2010 นัดที่ไทยบุกถล่มมาเก๊า 7-1 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2007 จังหวะชีวิตประจวบเหมาะ แชมป์อายุ 23 ปี ได้รับการใส่ชื่อเป็น 18 ขุนพลทีมชาติไทย ลงแข่งบอลชายซีเกมส์ 2007 ที่นครราชสีมา ในทีแรก ศิวรักษ์ มีสถานะแค่มือ 2 เป็นรองวีระ เกิดพุดซา แต่ทว่าความผิดพลาดของประตูมือ1 ที่สมาธิหลุดพลาดเสียประตูให้เมียนมา และสิงคโปร์ในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้อาจารย์ทองสุข สัมปหังสิต โค้ชของทีมดร็อปและเปิดโอกาสให้แชมป์ได้พิสูจน์ฝีมือบนบ้านเกิดเมืองนอนของเขาเอง ปรากฏว่าแรงเชียร์จากครอบครัวและแฟนบอลท้องถิ่น มันเป็นแรงผลักดันให้เขา ระเบิดฟอร์ม 3 เกม ที่เจอกับกัมพูชา ต่อด้วยรอบรองชนะเลิศสิงคโปร์และนัดชิงกับเมียนมา พี่แกคลีนชีตไม่เสียประตูให้แก่คู่ต่อสู้เลยแม้แต่เกมเดียว

อย่างไรก็ดีแม้จะมีความดีความชอบเก่า แต่ด้วยคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงอย่าง ตอง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ที่ก้าวมาติดทีมชาติแถมยังมี สินทวีชัย หทัยรัตนกุล ที่ขับเขี่ยว ตำแหน่งมือ1 ทีมชาติมายาวนาน ทำให้ ศิวรักษ์ ต้องรับสภาพ จำยอมมีชื่อเป็นโกล์มือ3 แต่โดยดี ทั้งการคัดเลือกบอลโลก 2014 และคัดบอลโลก 2018 เขาไร้โอกาสที่จะลงเล่นปัดป้องลูกบอลให้ทีมชาติไทย แถมบ้างครั้งยังเจอเด็กรุ่นใหม่อย่าง ชนินทร์ แซ่เอี๊ยะ, สมพร ยศ และฉัตรชัย บุตรพรหม มาเบียดแย่งตำแหน่งมือ3อยู่หลายๆหน ถ้าเป็นประตูรายอื่นๆ อายุอานามเตะหลักเลข 3 ใกล้วัยเลย 4 คงถอดใจท้อไม่เอาแล้วกับการมาซ้อมทีมชาติแต่ไม่ได้ลงเล่น แต่มันไม่ใช่กับ แชมป์ ศิวรักษ์ อายุอาจโรยราลงไปแต่ดูเหมือนไฟและความมุ่งมั่นยังเปี่ยมล้น เขายังไม่ถอดใจฝึกฝนไม่ยอมแพ้รักษาพื้นที่ในนามทีมชาติเอาไว้
เพื่อรอโอกาสที่เหมาะสม และจังหวะก็มาแบบไม่ทันตั้งตัวในการแข่งขันเอเชียน คัพ 2019 รอบสุดท้ายที่ยูเออี เดิมทีมิโลวาน ราเยวัช วาง ฉัตรชัย บุตรพรหม เฝ้าเสาเป็นมือ1 ในช่วงที่ไร้เงา ตอง กวินทร์ ที่บาดเจ็บ แต่ความด้อยประสบการณ์ระดับนานาชาติของ บอย ที่สมาธิหลุดจนโดนอินเดีย ยิง 1-4 นอกจากมิโลวาน ราเยวัช จะโดนตะเพิดออกจากทีมแล้ว “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ที่มารับเผือกร้อน จึงเรียกศิวรักษ์ไปคุยล่วงหน้า 1 วันก่อนเจอบาห์เรน ว่าเองคือประตูมือ1 ทีมชาติคนต่อไป หลังจากนั้น แชมป์ ตอบแทนความไว้วางใจกุนซือเขาเซฟจังหวะสำคัญและดูเหมือนประสบการณ์การเล่นบอลสโมสรเอเชีย ที่เขาได้สัมผัสมันแทบฤดูกาล คือภูมิคุ้มกันที่นำมาป้องกันทีมชาติไทย จนผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเอเชียน คัพ ตามด้วยการบุกไปชนะจีน 1-0 และจบด้วยการเป็นรองแชมป์ไชน่า คัพ 2019

แม้จะได้โอกาสช้า แต่ผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ มันก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอที่อากิระ นิชิโนะ จะมอบความไว้วางใจให้เขาคือผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติไทย พ่วงด้วยตำแหน่งกัปตันช้างศึกในที่สุด

บางครั้งชีวิตเรามันเดินทางยาวนาน กว่าที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จ คนเราไม่ค่อยจะมองเรื่องราวระหว่างทาง แต่ชอบไปมองความสำเร็จที่จับต้องได้ เรื่องราวของศิวรักษ์ สอนเราได้ว่าหากคุณไม่ท้อแท้สิ้นหวังสักวันโอกาสจะเข้ามาหาเรา

เอ็มเร่

[email protected]

RELATED NEWS