ทำความรู้จัก ‘ทีมชาติฟินแลนด์’ กับการตีตั๋วเข้ารอบสุดท้ายศึกยูโร เป็นครั้งแรก

ทำความรู้จัก ‘ทีมชาติฟินแลนด์’ กับการตีตั๋วเข้ารอบสุดท้ายศึกยูโร เป็นครั้งแรก

ย้อนกลับไปเมื่อศึกยูโร 2016 เราได้เห็นทีมชาติหน้าใหม่เข้าร่วมศึกยูโรกันอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ไอซ์แลนด์, อัลเบเนีย, เวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ และสโลวาเกีย 

จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปจะครบ 4 ปี อีกครั้ง ทัวร์นาเมนต์ศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ก็ได้เวียนมาใกล้จะบรรจบอีกครั้ง พร้อมกับการได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลรายนี้เป็นครั้งแรกของชาติอย่าง ฟินแลนด์

ซึ่งถือว่าเป็นฟุตบอลรายการระดับเมเจอร์แรกที่พวกเขาสามารถฝ่าด่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้สำเร็จ นับตั้งแต่มีโอกาสลงเล่นรอบคัดเลือกรายการใหญ่ๆ ทั้ง ยูโร หรือฟุตบอลโลก

ว่าแล้ววันนี้ ขอบสนาม ของเราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ ฟินแลนด์ ให้มากขึ้น จากความสำเร็จก้าวแรกของพวกเขา ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องล้มเหลว หรือผิดหวังมากี่ครั้งกว่าจะฟินได้แบบวันนี้ …

ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรก

ถ้าจะกล่าวถึงทีมชาติฟินแลนด์ ภูมิภาคที่ผู้คนในประเทศมีกีฬายอดฮิตอย่าง ฮ็อกกี้น้ำแข็ง มากกว่าการไล่กวดลูกหนังตามท้องถนน ซึ่งด้วยเหตุนี้มันเลยเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับโลก หรือระดับทวีปได้เลย นับตั้งแต่ก่อตั้งสมคมฟุตบอลมาเมื่อปี 1907

ซึ่งถ้านับเฉพาะชาติในภูมิภาคยุโรปเหนือ ฟินแลนด์ กลายเป็นชาติเดียวที่ยังไม่เคยสัมผัสลิ้มลองความสำเร็จในรูปแบบรอบสุดท้ายฟุตบอลระดับเมเจอร์ได้เลย และยิ่งนำไปเปรียบเทียบกับชาติอื่นๆ อย่าง เดนมาร์ก, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์ หรือสวีเดน แล้วละก็ พวกเขาตามหลังอยู่หลายก้าวเลยทีเดียว

ใกล้เคียงที่สุดคงเป็นศึกยูโร 2008 รอบคัดเลือก ที่พวกเขามีสตาร์ดังอย่าง ซามี่ ฮูเปีย, มิคาเอล ฟอร์สเซลล์, ยารี่ ลิทมาเน่น หรือยุสซี่ ยัสเคไลเน่น และในตอนนั้นกุนซือของพวกเขามีนามว่า รอย ฮ็อดจ์สัน 

โดย ฟินแลนด์ มีโอกาสลุ้นเข้ารอบสุดท้ายจนกระทั่งนัดสุดท้ายที่โจทย์มีเพียงหน้าเดียวคือการเก็บชัยชนะออกมาจากการต้องยกพลออกไปเยือน โปรตุเกส แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันบุกเสมอทัพ “ฝอยทอง” 0-0 จบอันดับ 4 มีคะแนนตามหลัง พื้นที่เข้ารอบเพียง 3 คะแนน เท่านั้น

สร้างประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปช่วงจับฉลากรอบแบ่งกลุ่ม การได้ร่วมสายกับกับ อิตาลี, กรีซ หรือบอสเนีย เชื่อว่าหลายคนคงนึกไม่ถึงว่า ฟินแลนด์ จะไปได้ไกลถึงขั้นตีตั๋วเข้ารอบสุดท้ายตั้งแต่ยังไม่ได้ลงเล่นเกมนัดสุดท้าย

การเก็บ 18 คะแนน จากการลงสนาม 9 นัด (ชนะ 6, เสมอ 0 แพ้ 3) มันก็เพียงพอแล้วต่อการที่พวกเขาจะสร้างประวัติศาตร์ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปได้เป็นครั้งแรก หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเผชิญกับความล้มเหลวมาโดยตลอดจากการลงเตะรอบคัดเลือกทั้งยูโร และฟุตบอลโลกรวมกันถึง 32 ครั้ง

“ผมพูดไม่ออกเลย มันสุดยอดมากจริงๆ เราทำกันได้แล้ว ผมว่ามันต้องมีปาร์ตี้หลังจากนี้แน่ๆ เรามีช่วงเวลาแห่งความสุข เราเฉลิมฉลองให้กับสิ่งที่เราทำได้สำเร็จ” ตีมู ปุ๊กกี้ ระเบิดอารมณ์ความตื้นตันผ่านบทสัมภาษณ์ในวินาทีประวัติศาตร์

ส่วนผสมสำคัญที่ชื่อ ปุ๊กกี้

ชื่อของ ปุ๊กกี้ มาโด่งดัง และเป็นที่รู้จักของแฟนบอลนับตั้งแต่ที่เขาออกสตาร์ทได้ราวฝันกับ นอริช ในฤดูกาลนี้ การออกสตาร์ทซีซั่นด้วยการซัดไปถึง 6 ประตู จาก 5 นัดแรก มันคงไม่มีเหตุผลอะไรที่แสงสปอร์ตไลท์จะไม่ฉายแสงไปที่เขา ถึงแม้ในช่วงหลังจะเริ่มรับประทานสากเข้าไป เพราะนับตั้งแต่นัดที่ 5 ในลีก เขาก็ยังไม่เคยนำบอลเข้าไปกระทบตาข่ายให้ต้นสังกัดได้อีกเลย รวมแล้วเป็นเวลาถึง 7 นัด เข้าให้แล้ว

แต่… มันช่างแตกต่างกับการลงเล่นภายใต้เครื่องแบบสีขาวของประเทศบ้านเกิดเสียเหลือเกิน 

ย้อนกลับไป ปุ๊กกี้ มีชื่อติดทีมชาติครั้งแรกเมื่อปี 2009 ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปี 2017 ระยะเวลากว่า 8 ปี เขายิงประตูในนาทีมชาติไปเพียง 10 ประตู จากการลงสนาม 62 นัด ถ้าจะเปรียบเทียบมันก็ไม่ตางอะไรกับศูนย์หน้าทั่วไปของชาติที่ฟุตบอลไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร

ขออนุญาติแต่อีกครั้ง… นับตั้งแต่ปีปฎิทินเปลี่ยนมาสู่ขวบปี 2018 ปุ๊กกี้ เหมือนกลายร่างเป็นอีกคน ซัด 5 จาก 8 เกมที่ลงเล่นในปีดังกล่าว ก่อนเข้าขั้นพีคในปี 2019 ที่ยิงระเบิด ถึง 9 ประตู จากการลงสนาม 9 นัด และลองชายตามองไปประตูที่ ฟินแลนด์ ยิงได้รอบคัดเลือก 15 ลูกมาจากฝีตีนดาวเตะวัย 29 ปี เกินครึ่ง!

มาร์คคู คาเนอร์ว่า… กุนซือประวัติศาสตร์

ชายหนุ่มวัย 55 กับการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ โดย คาเนอร์ว่า เริ่มต้นเดินทางสายโค้ชหลังจากแขวนสตั๊ดได้ประมาณ 3 ปี ซึ่งในช่วงนั้นเจ้าตัวก็มีบทบาทเป็นคุณครูโรงเรียนประถม ก่อนที่ในปี 2001 เขาเริ่มที่จะเข้าสู่วงการโค้ช โดยงานแรกของเขาคือการเป็นผู้ช่วยกุนซือ ณ สโมสรเฮลซิงกิ ทีมในประเทศบ้านเกิด 

จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2003 มาร์คคู คาเนอร์ว่า ก็เริ่มบินฉายเดี่ยวด้วยการออกไปคุมทีม เอฟซี ไวกิ้ง แต่ก็อยู่ได้เพียงปีเดียว ก่อนถูกดึงตัวไปคุมทัพทีมชาติฟินแลนด์ชุดอายุไม่เกิน 21 ปี โดยในช่วงนั้นเจ้าตัวคลุกคลีอยู่กับเด็กๆ นานถึง 6 ปีเต็ม ก่อนจะถูกผลักขึ้นมาเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2011 

ภายหลังศึกษาเล่าเรียนวิชาจนแกร่งกล้า คาเนอร์ว่า ก็ถูกแต่งตั้งเป็นกุนซือทีมชาติฟินแลนด์ ในปี 2016 และด้วยความที่เขารู้จักกับเด็กในทีมเป็นอย่างดี หลังจากที่เคยผ่านมือมาแล้วกับทีมชุด ยู-21 ทำให้มีความผูกพัน และเข้าใจลุกทีมชุดนี้ได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งทุกอย่างมันมาสัมฤทธิ์ผลเอาในปีที่ 3 ของหน้าที่กุนซือของชาติบ้านเกิด

จุดแข็งของทีม

ต้องบอกว่าจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของ ฟินแลนด์ ชุดนี้อยู่ที่เกมรับ เพราะตลอด 9 นัดในรอบคัดเลือก พวกเขาเสียประตูไปเพียง 8 ประตู ซึ่งจำนวนดังกล่าวมันเกิดจากการเสียประตูเพียง 3 นัด เท่านั้น ได้แก่ แพ้ อิตาลี 2-0 (ย), แพ้ บอสเนีย 4-1 (ย) และแพ้ อิตาลี 1-2 (ห) 

ส่วนอีก 6 นัดที่เหลือ ที่เก็บชัยชนะได้ทั้งหมดเกิดขึ้นในรูปแบบของการเก็บคลีนชีตได้ทั้งหมด พร้อมกับซัดประตูคู่แข่งไปถึง 13 ประตู และด้วยแนวรับที่แข็งแกร่ง บวกกับกองหน้าที่เชื่อฝีเท้าได้ ส่งผลทำให้ ฟินแลนด์ ได้รับการยกมือว่าเป็นหนึ่งในทีมรอบสุดท้ายศึกยูโร 2020 เป็นที่เรียบร้อย

RELATED NEWS