เรื่องราวของ เอริค คันโตน่า เมื่อครั้งค้าแข้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

เรื่องราวของ เอริค คันโตน่า เมื่อครั้งค้าแข้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

cantona

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1997 เอริค คันโตน่า ดาวเตะที่เปรียบดั่งแข้งพรสวรรค์ของลูกหนังได้ประเทศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการด้วยวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น โดยสโมสรสุดท้ายในอาชีพคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เอริค คันโตน่า เซ็นสัญญาย้ายมาร่วมทัพ ลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงเดือนมกราคม ของฤดูกาล 1991-92 ด้วยวัย 24 ปี จาก นีมส์ ค่าตัว 900,000 ปอนด์ ก่อนที่เจ้าตัวจะได้ออกลงสนามมากถึง 11 นัด พร้อมซัดไป 2 ประตู พ่วงด้วยอีก 1 แอสซิสต์ ซึ่งนี้คือจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้ ลีดสด์ ยูไนเต็ด เข้าวินเป็นอันดับ 1 ของลีก ปาดหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด ของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แบบเจ็บปวดด้วยคะแนนที่ห่างเพียง 4 แต้มเท่านั้น

แน่นอนว่า ป๋าเฟอร์กี้ ได้ยอมรับผ่านหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองว่าในปีนั้นยอมรับว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด คู่ควรกับตำแหน่งแชมป์มากจริงๆ แต่ทว่าเชื่อว่าในใจลึกๆ ของเขาคงโกรธเป็นไฟเหมือนแรงอาฆาตรที่สุ่มอยู่เต็มอก และอยากจะล้างแค้นอริทีมนี้มากขนาดไหน ซึ่งนอกจากอยากจะโค่นบัลลังก์แชมป์แล้ว การเจาะเอาขุมกำลังสำคัญของคู่แข่งก็เป็นหนึ่งในโปรเจคของชายผู้นี้เช่นกัน

“ผมจำสายโทรศัพท์นั้นได้อย่างชัดเจนราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เราตกลงที่จะจ่ายเงินให้ เอริค เป็นจำนวนเงิน 500,000 ปอนด์ หากเราเก็บเขาไว้หลังจากช่วงหกเดือนแรก มันเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับ ลีดส์ แต่เราเห็นด้วย เพราะเราได้รับคำแนะนำนี้จาก มิเชล พลาตินี่ และเราตัดสินว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้ตัวผู้เล่น”

“เราต้องการทำทุกวิถีทาง และจัดการกับส่วนที่เหลือหลังจากนั้น แต่มันเกิดปัญหาแทบจะในทันที นอกจาก ลี แชปแมน แล้วยังไม่มีใครในทีมที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องเลย แม้ว่าเราจะคว้าแชมป์มาได้ แต่ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ระหว่างทั้งสอง และในท้ายที่สุดเขาบอกให้ผมพยายามหาสโมสรอื่นให้ เอริค”

“โฮเวิร์ด วิลคินสัน กุนซือของทีมเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ เขาต้องการให้ผู้เล่นของเขามีวินัย และยึดมั่นในรูปแบบทีม แต่ เอริค ไม่ดีพอกับมัน” บิล ฟอเธอร์ อดีตกรรมการผู้จัดการของ ลีดส์ ยูไนเต็ด กล่าวไว้เมื่อปี 2012 เกี่ยวกับดีลของ คันโตน่า กับการถูก แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าตัวไปครอง

คนที่เข้ามาเติมเต็ม

ถึงแม้คำกล่าวข้างต้นจะบอกประมาณ เอริค คันโตน่า ไม่ดีพอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด แต่เขาสามารถทำได้ และเข้ากันได้ดีในสีเสื้อของ “ปีศาจแดง”

“ถ้าจะมีผู้เล่นสักคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามที่สร้างมาเพื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นก็คือ เอริค คันโตน่า” 

“เขายื่นหน้าอกออก เงยหน้าสำรวจทุกอย่างราวกับกำลังตั้งคำถามว่า ‘ผมชื่อ คันโตน่า คุณใหญ่แค่ไหน? คุณใหญ่พอสำหรับผมหรือเปล่า?’“ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้กล่าวถึงลูกทีมคนโปรดรายนี้

ในฤดูกาล  1992/93 คันโตน่า ยิงประตูให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมลีกไปทั้งสิ้น 15 ประตู จากการลงสนาม 35 นัด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ ตามหาอยู่แล้วในเรื่องของกองหน้าที่จะเข้ามาสังหารประตู รวมไปถึงการเข้ามาเติมเต็มในส่วนของการจ่ายให้เพื่อนยิงประตูซึ่งในซีซั่นแรกเจ้าตัวทำได้มากถึง 11 แอสซิสต์

ซึ่งสิ่งที่เขาตอบแทนมาในสนาม ด้วยผลงาน และการยิงประตู อีกหนึ่งสิ่งที่เหมือนโลกใหม่ของเพื่อนร่วมทีม และตัวกุนซือคือความผยองในตัวของ คันโตน่า ซึ่งตรงนี้มันเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมทีม และสร้างแรงกระเพื่อมชั้นยอดให้กับแฟนบอล โดยสิ่งเหล่านี้ได้รับการยอมรับจาก ป๋าเฟอร์กี้ ว่า “มันเหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ของผมให้เห็นถึงความไม่สามารถเข้าใจได้ในการฝึกฝน”

ด้วยตัวของ คันโตน่า ที่เป็นเหมือนผู้นำที่ทำให้ ยูไนเต็ด รู้สึกทรงพลัง ก่อนที่ทุกอย่างมันจะตามมาด้วยความสำเร็จเฉกเช่นแชมป์ลีก 1993 หรือ ดับเบิลแชมป์ในปี 1994 ซึ่ง คันโตน่า เป็นเหมือนหัวใจสำคัญของทุกสิ่ง ทั้งเรื่องของศูนย์รวมจิตใจ และความสำเร็จที่ทีมได้รับจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอในซีซั่น 1993/94

เหตุการณ์สุดระห่ำ

เหตุการณ์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยส์ลีก เมื่อปี 1993 ในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พบกับ กาลาตาซาราย โดยในเกมดังกล่าว เอริค คันโตน่า ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม ซึ่งนั้นคือการโดนใบแดงครั้งแรกในสีเสื้อ “ปีศาจแดง” ของเจ้าตัว โดยเหตุผลที่โดนลงโทษนั้นก็เพราว่าเขาดันไปต่อว่าผู้ตัดสินในเกมนั้นว่า ถูกซื้อตัวมาเป่า ซึ่งจากการเปิดเผยของ รอย คีน ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเเองเล่าว่าคืนนั้น คันโตน่า คลั่งเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกโจมตีขณะเดินออกจากสนามเดือดร้อนถึงตำรวจที่ต้องวิ่งมาป้องกันตัวเขา

“ในห้องแต่งตัว เอริค แทบจะเป็นบ้า  เอริคเป็นเด็กตัวใหญ่ และแข็งแรง เขาเป็นคนจริงจัง เขายืนยันว่าเขาจะฆ่าผู้หญิงคนนั้น เราต้องใช้แรงเป็นอย่างมากในการห้ามเขาซึ่ง ไบรอัน คิดด์  และผู้เล่นอีก 2-3 ต้องช่วยกันในครั้งนี้”

หลังจากนั้น คันโตน่า ก็โดนใบแดงไล่ออกจากสนามอีก 2 ครั้ง ในเกมที่พบกับ สวินดอน ทาวน์ และ อาร์เซน่อล แต่เหตุการณ์เหล่านั้นแทบเป็นเด็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่พบกับ คริสตัล พาเลซ “กังฟูคิกใตำนาน” ใส่ แมทธิว ซิมมอนส์ เมื่อปี 1995 วีรกรรมที่ถูกกล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งการกระโดดเตะแฟนบอล พาเลซ ในวันนั้นทุกคนรู้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

“ไม่เคยมีคำอธิบายจากเหตุการณ์วันนั้นของ เอริค ได้เลย ว่าทำไมเขาถึงได้มีวิธีตอบสนองแบบนั้น ไม่น่าแปลกใจที่ดูเหมือนว่าเขาทำไปเพราะเขารู้สึกชอบมัน” เฟอร์กูสัน กล่าวถึงเหตุการณ์วันนั้น

ส่วนทาง คันโตน่า ก็ได้พูดถึงเรื่องราวในวันนั้นไว้ว่า  “หลายล้านครั้งที่ผู้คนพูดสิ่งเหล่านี้ แล้ววันหนึ่งคุณไม่ยอมรับ, ทำไม? มันไม่เกี่ยวกับคำพูด มันเกี่ยวกับความรู้สึกของคุณในขณะนั้น วันหนึ่งคุณตอบสนอง แต่คำพูดนั้นเหมือนกับที่คุณเคยได้ยินมาล้านครั้ง ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าทำไมคุณถึงตอบสนอง”

ภายหลังเหตุการณ์กระโดดถีบในตำนาน คันโตน่า ถูกทาง FA แบนห้ามลงสนามเป็นเวลานานถึง 9 เดือน ซึ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกของทีมก่อนที่จะเป็น แบล็คเบิร์น โรเวอร์ ที่เบียดซิวโทรฟี่แชมป์ไปครอง นอกจากนั้นทาง FA ยังได้ส่งหนังสือขู่เขาไปอีกว่าไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลเลย หลังจากเห็นภาพเขาไปมีส่วนร่วมกับเกมกระชับมิตรกับ รอชเดล 

ซึ่งจากที่ FA เข้ามายุ่งมากเกินไปทำให้ คันโตน่า ได้ส่งคำร้องให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ว่าขอขึ้นบัญชีย้ายทีม ทำให้เดือดร้อน อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องนั่งเครื่องบินไปถึง ปารีส เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เขาอยู่กับทีมต่อไป ซึ่งมันก็ได้ผลจริงๆ ก่อนที่ คันโตน่า จะออกมาพูดว่านั้นคือความคิดที่ผิดมหันต์สำหรับเขาเลยก็ว่าได้ “การกระทำที่คุ้มค่าอย่างหนึ่ง ที่ผมได้ทำในงานโง่ๆ ของตัวเอง”

เมื่อพิจารณาจากความสำเร็จที่ตามมานั่นจะต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในคำพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ เฟอร์กูสัน ที่ทำให้ คันโตน่า กลับมายัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้ง และช่วยให้ฟุตบอลลีกอังกฤษ กลับมามีชีวิชีวาอีกครั้งหนึ่ง

มรดกที่ยั่งยืน

หลายร้อยนัดในสีเสื้อของ แมนฯ ยูไนเต็ด กว่า 80 ประตูที่ยิงให้สโมสร, หลายประตูสำคัญที่ยิงคงอยู่ในหัวใจแฟนบอล และช่าง

มีความหมาย และอีกหลายสถิติ และโทรฟี่แชมป์ที่เขาเดินหน้าสร้างมันให้กับทัพ “ปีศาจแดง” ซึ่งผลงานที่กล่าวมาทั้งหมดมันไม่อาจประเมินเป็นตัวเลขได้เลย แฟนบอล ยูไนเต็ด ต่างจดจำผู้ชายคนนี้ในฐานะผู้ยิ่งใหญ่

ในแง่ของเทคนิค คันโตน่า ไม่ได้เป็นรองใคร ส่วนในแง่ของความสามารถพิเศษบางทีเขาอาจจะยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่สโมสรเคยมีมา ส่วนในแง่ของความสามารถพิเศษเขาอาจจะยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นเดียวกับที่นักเตะหลายคนได้รับการบอกเล่าไม่ว่าจะเป็น จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอร์ หรือ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน

แน่นอนว่าแฟนบอลรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้โอกาสยลฝีเท้าของ คันโตน่า แบบสดๆ แต่วิดีโอไฮไลต์ตามสื่อโซเชียลน่าจะเป็นเครื่องยืนยันชั้นยอดว่าคำกล่าวขานที่ผ่านมามันยิ่งใหญ่มากขนาดไหน มันยิ่งใหญ่ที่ขนาดแฟนบอล ยูไนเต็ด ในยุค 90 ต่างยกย่องให้เขากลายเป็น KING ของสโมสรตราปีศาจแห่งนี้

RELATED NEWS