เรื่องราวชีวิตที่ไม่เคยง่าย กว่าจะได้เป็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

เรื่องราวชีวิตที่ไม่เคยง่าย กว่าจะได้เป็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ยี่ห้อ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มีอะไรจะต้องบรรยายสรรพคุณให้มันมากความอีกหรือครับ ? ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องจินตนาการใดๆทั้งสิ้น แค่ชื่อหัวหอกทีมชาติโปแลนด์ ทะลุผ่านสายตาของท่าน ก็ทราบได้ทันทีว่า “นี่คือหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในลูกหนังยุคปัจจุบัน” จะยกย่องให้เป็นในประวัติศาสตร์ลูกหนังก็คงไม่เคอะเขินมากนัก

เพราะรางวัล “ฟีฟ่า เดอะ เบสต์” ปี 2020 คือเครื่องการันตีแล้วว่า “เลวานดอฟสกี้” แม่งเจ๋งขนาดไหน ถึงขนาดที่ไม่ใช่แค่เบียดโทรฟี่เอาชนะทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ สองโคตรลูกหนังแห่งยุค แต่เป็นโทรฟี่ ที่เขานอนมา แบบชนิดที่ทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น จากการเป็นคีย์แมนพา บาเยิร์น มิวนิค คว้าทริปเปิ้ลแชมป์

บนความสุดยอดบนเส้นทางลูกหนังของนักเตะรายนี้ ถูกปูทางจากความรักครอบครัว และ เรื่องราวต่อไปนี้ จะโชว์ให้เห็นว่า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อ “ฟุตบอล” โดยแท้

– เลวานดี้ โตมาในครอบครัวคนกีฬา

วัยเด็กของแต่ละคน ไม่เหมือนกันครับ ฉะนั้นมันเอามาเปรียบกันไม่ได้ บางคนต้องดิ้นรนสู้ชีวิต เตะฟุตบอลตามริมถนน บางคนอาจจะไปสนใจด้านอื่น แต่สำหรับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ไอ้หนุ่มที่เกิดและเติบโตกรุงวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ เขาคลุกคลีกับกีฬามาทั้งชีวิต

คุณพ่อ มีดีกรีเป็นอดีตแชมป์ยูโด ของประเทศ และ เป็นฟุตบอล ในระดับดิวิชั่น 2 โปแลนด์

คุณแม่ เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลชื่อดังของ วอร์ซอว์

น้องสาว ก็เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลเช่นเดียวกัน

ฉะนั้นไม่แปลกเลยที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จะเก่งกีฬาหลากหลายชนิด อาทิ ยูโด, วอลเล่ย์บอล, แฮนด์บอล หรือ แม้กระทั่ง ยิมนาสติค แต่สิ่งเดียวที่เขารัก และ ต้องการเดินตามความฝันมากที่สุด คือการเติบโตไปเป็น “นักฟุตบอล” และ การเก่งกีฬาหลายอย่าง ทำให้เขาได้วิชาต่างๆ เรื่องเทคนิค ความพริ้วไหว หล่อหลอมเอาไว้ในคนๆเดียว

– เหมือนเส้นทางจะง่าย แต่อุปสรรคขวากหนามเริ่มตั้งแต่แรก

จริงอยู่ที่ เลวานดอฟสกี้ มีคุณพ่อคอยปูทางไว้ให้ และ มีสายเลือดนักกีฬาเต็มตัว เขาได้เข้าอะคาเดมี่ของสโมสร ปาร์ตี้ซานท์ เลสซ์โน่ 1 ปี ในตอน 9 ขวบ ก่อนจะย้ายไปเติบโตกับ วาร์โซเวีย วอร์ซอว์ ในขวบปีถัดมา แต่สิ่งที่คอยฉุดรั้งให้เขาเติบโตบนเส้นทางลูกหนังช้ากว่าที่เป็น ก็คือสรีระร่างกายของ เลวานดอฟสกี้ เพราะเป็นเด็กตัวเตี้ย ผอมแห้ง แรงน้อย เบียดปะทะสู้คนอื่นๆไม่ได้

หลายคนๆที่เห็น เลวานดอฟสกี้ ช่วงนั้น ต่างเย้ยหยันไว้ว่า “ไอ้หนู เอ็งตัวเล็กเกินไป เป็นนักฟุตบอลไม่ได้หรอก” แต่เขามีคาถาท่องไว้ในในใจเสมอว่า “จะไม่ทางยอมแพ้” 

คนที่เห็นความตั้งใจของเจ้าหนูคนนี้ ก็คือ เคอร์ซีตอฟ ซิกอร์สกี้ อดีตโค้ชเยาวชนสโมสร วาร์โซเวีย วอร์ซอว์ ที่พร้อมให้โอกาส และ เขาได้ย้อนวันวานถึงคำแนะนำต่อเจ้าหนู เลวานดอฟสกี้ ในวันนั้นไว้ว่า 

“ขาของ เลวานดอฟสกี้ เล็กมาก ผมพยายามกระตุ้นให้เขาเพิ่มน้ำหนักอยู่ตลอด ด้วยการกินแซนวิชเบค่อนให้มันมากขึ้น” 

นั่นคือคำแนะนำของที่ดีมากๆต่อ เลวานดอฟสกี้ และ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ หัวหอกรายนี้ เริ่มฉายแสงความเป็นสุดยอดดาวรุ่ง เพราะการกินเบค่อน ทำให้เขาเริ่มตัวใหญ่ พร้อมกันเอาชนะคำดูถูกได้สำเร็จ

มีฤดูกาลหนึ่ง ทีมเยาวชน วาร์โซเวีย วอร์ซอว์ ยิงได้ 158 ประตู โดยมีสถิติจากปากของ เคอร์ซีตอฟ ซิกอร์สกี้ เฮดโค้ชทีมเด็ก ระบุว่า ครึ่งหนึ่งมาจากฝีเท้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

– ฝีเท้าเด่นจริง แต่เหมือนแววไม่มี ?

ด้วยผลงานสมัยยังเติร์ก ไม่มีใครสงสัยฝีเท้าอีกแล้ว แต่เกมชีวิตจริงเริ่มขึ้น เมื่อ เลวานดอฟสกี้ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนอายุราวๆ 17-18 ปี เขาถูกตัดชื่อออกจากทีมสำรอง เลเกีย วอร์ซอว์ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า “ไม่ดีพอ” ลง 13 นัด ยิงได้แค่ 4 ประตู ชีวิตของเขาเคว้งอยู่พักใหญ่ เหมือนต้องไปเริ่มตั้งต้นใหม่อีกครั้ง อีกทั้งยังต้องเสียคุณพ่อที่รัก ด้วยโรคหัวใจ

คราวนี้ เลวานดอฟสกี้ ต้องระหกระเหินออกจากกรุงวอร์ซอว์ เมืองบ้านเกิดเป็นครั้งแรก และ ไปเล่นอยู่กับ “ซีนิคซ์ พรุซคอฟ” ทีมในระดับดิวิชั่น 3 โปแลนด์ ได้ค่าเหนื่อย แค่ราวๆ 380 ปอนด์ ต่อเดือน (ราวๆ 15,200 บาท) 

ไม่มีคุณพ่อคอยดูแล ต้องจากเมืองบ้านเกิด ทำให้ เลวานดอฟสกี้ ต้องสู้กับตัวเอง ขยันให้มากขึ้น ซ้อมหนักกว่าเดิมเป็น 2 เท่า พยายามแบบไม่ลดละ ซึ่งสุดท้ายมันก็ผลิดอกออกผล เพราะแค่ฤดูกาลแรก ความมั่นใจของเขา ก็กลับมาอีกครั้ง 15 ประตู จาก 27 นัด ซัดมาดสุดในลีก ดีพอช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นอยู่ดิวิชั่น 2

ฤดูกาลต่อมา เลวานดอฟสกี้ ยังคงสานต่อความยอดเยี่ยมได้เหมือนเดิม และ ดูจะร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยซัดให้ “ซีนิคซ์ พรุซคอฟ” ถึง 21 ประตู จาก 32 นัด คว้าดาวซัลโวไปครองเช่นเคย และ เกือบจะพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นลีกสูงสุดด้วยซ้ำ เป็นรองทีมอื่นเพียงแค่ลูกได้-เสีย เท่านั้น แต่นั้นคือจุดเริ่มต้นทำให้ชีวิตค้าแข้งของเขา กลับมาสดใสอีกครั้ง เพราะถึงขนาดที่ เลซ พอซนัน ทีมในลีกสูงสุดโปแลนด์ ดึงไปร่วมทีม ในปี 2008

– จากเด็กที่โดนดูถูก สู่แชมป์ลีกสูงสุดโปแลนด์

จากที่เล่าให้ฟังไปแล้วว่า เลวานดอฟสกี้ เคยโดนดูถูกว่าไม่ดีพอกับการเล่นฟุตบอล เพราะผอมแห้งแรงน้อย แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ถ้าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แบบที่ทำให้เห็นกับสโมสร “ซีนิคซ์ พรุซคอฟ”

แต่ยังมีอีกเรื่องที่เขาเคยถูกเย้ยหยันไว้ก็คือ สมัยที่เริ่มกลายเป็นนักเตะเนื้อหอม จากการเป็นดาวซัลโวลีกรอง มีข่าวว่า เลเกีย วอร์ซอ ต้องการดึงตัวกลับไปอีกครั้ง แต่มีเพียง มิโรสลาฟ เทอร์ซีเชี๊ยค ผู้อำนวยการกีฬา เลเกีย วอร์ซอ บอกไว้ว่า ใครมันจะต้องการ เลวานดอฟสกี้ อีกล่ะ ในเมื่อเรามี มิเกล อาร์รัวบาร์เรน่า ที่ไปดึงมาจาก เตเนริเฟ่

แต่ปรากฏว่า เลวานดอฟสกี้ ตอกหน้า ผอ.กีฬา วอร์ซอว์ หงายเงิบ เพราะเพียงแค่ 2 ซีซั่น เขาสามารถพา เลซ พอซนัน คว้าแชมป์ลีกโปแลนด์ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ด้วยการซัลโวไปถึง 41 ประตู จาก 82 นัด รวมทุกรายการ ผิดกับ มิเกล อาร์รัวบาร์เรน่า ที่ วอร์ซอว์ ดึงตัวไป โคตรจะห่วยแตก ลงแค่ 6 นัด ยิงไม่ได้เลย จากนั้นก็ต้องแยกทางกันไป

– เลวานดอฟสกี้ สู่ลีกดังยุโรป ทีมจีบเพียบ แต่โชคชะตาให้ไป ดอร์ทมุนด์

ถึงแม้ลีก โปแลนด์ จะไม่ได้โด่งดังมากนักในลีกยุโรป แต่ต้องไม่ลืมว่าการเป็นนักเตะตัวหลัก พาสโมสรคว้าแชมป์ลีก ด้วยการซัลโวแตะระดับ 20 ประตู ต่อซีซั่น ย่อมมีพวกแมวมองเห็นคุณภาพ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก็ถูกหลายทีมตามจีบ ชนิดที่หัวกระไดไม่แห้ง

เลวานดอฟสกี้ เกือบจะย้ายออกจาก เลซ พอซนัน มาอยู่กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส สมัยยังโลดแล่นบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อปี 2010 เพราะตอนที่กำลังจะบินไปเซ็นสัญญา ปรากฏว่า เกิดเหตุภูเขาไฟระเบิด เถ้าภูเขาไฟปกคลุมท้องฟ้าเต็มไปหมด ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปได้

นอกจากนี้ ยังมี เจนัว ทีมระดับกลางในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ติดต่อทาบทามหวังได้ เลวานดอฟสกี้ ไปล่าตาข่าย เพราะขณะนั้นมีพวกแข้งโปแลนด์ ไปค้าแข้งอยู่หลายคน แต่ทว่าเจ้าตัวปฏิเสธ เพราะต้องการไปเล่นให้กับทีมที่ได้ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มากกว่า และ นั่นคือโชคชะตาทำให้เขาเลือกย้ายซบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในปี 2010

– ค่าตัวไม่ถึง 5 ล้านยูโร แต่สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่

ใครจะเชื่อล่ะว่า นักเตะที่ ดอร์ทมุนด์ ไปดึงมา ในราคาค่าตัวแค่ 4.5 ล้านยูโร จะสร้างผลงานที่จะถูกกล่าวขานไปชั่วนิรันดร์ เพราะเพียงแค่ออกสตาร์ทฤดูกาลราวๆ 1 เดือน เลวานดอฟสกี้ ก็ซัดประตูแรกให้ เสือเหลือง ได้แล้ว ซึ่งเป็นการยิงใส่ ชาลเก้ คู่อริตลอดกาล ในศึก ดาร์บี้แมตช์แห่งแคว้นรูห์ นับเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมมากๆ

ฤดูกาลแรก เลวานดอฟสกี้ อาจจะทำประตูน้อยไปหน่อย เพราะอยู่ในหลักหน่วยแค่ 8 ประตู แต่มันก็ดีพอช่วยให้ ดอร์ทมุนด์ ประกาศศักดาคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน ไปครอง อย่างไรก็ตาม เหมือนเขาก้าวกระโดด เพราะจากซัดแค่ 8 ประตู พุ่งมาเกือบ 3 เท่า กดไป 22 ประตู ในลีกซีซั่นถัดมา หากรวมทุกรายการมากถึง 30 ประตู มีส่วนสำคัญพา “เสือเหลือง” ซิวดับเบิ้ลแชมป์ ด้วยการคว้าโทรฟี่ บุนเดสลีกา เยอรมัน และ เดเอฟเบ โพคาล

สมัยยิง 4 เม็ด ใส่ เรอัล มาดริด

หลังจากคว้าแชมป์ลีก แชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศมาหมดแล้ว เป้าหมายต่อไปของ เลวานดอฟสกี้ ย่อมสูงยิ่งขึ้น แน่นอนว่าต้องการเป็นแชมป์ “ยุโรป” เท่านั้น และ เกือบทำได้สำเร็จกับ ดอร์ทมุนด์ ด้วยซ้ำ แต่ไปแพ้ บาเยิร์น มิวนิค นัดชิงชนะเลิศ 

จากความผิดหวังครั้งนั้น เลวานดอฟสกี้ ก็พยายามจะทำมันให้สำเร็จกับ ดอร์ทมุนด์ ให้ได้ แต่เหมือนว่านักเตะดีๆเริ่มถูกดูดออกจากทีมไปเรื่อยๆ แม้ตัวเองยังยิงประตูในระดับ 20+ เหมือนเดิม ความสำเร็จก็ดูจะห่างไกลด้วยเช่นกัน สุดท้าย เลวานดอฟสกี้ เริ่มพิจารณาแล้วว่าถ้าอยู่ต่อไป แชมป์ยุโรป คงไม่มีโอกาส จึงตัดสินใจทำในสิ่งที่แฟน เสือเหลือง รับไม่ได้ คือการย้ายไปเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค

– บาเยิร์น มิวนิค คือสโมสรที่สถาปนาให้ เลวานดอฟสกี้ เป็นนักเตะระดับโลก

เรื่องราวกำลังจะได้บทสรุป พล็อตเรื่องของ เลวานดอฟสกี้ ไม่แตกต่างจากนักเตะระดับโลกคนอื่นๆเท่าไหร่นัก ครอบครัวไม่ถึงขั้นยากจน แต่สิ่งหนึ่งที่เขามาตลอดคือการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง และ ทำทุกวันให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

เลวานดอฟสกี้ มีส่วนสำคัญช่วยให้ เสือใต้ คว้าแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน 6 สมัย แบบที่ยังไม่เห็นแววเลยว่าใครจะมาโค่นลงได้ นอกจากนี้การคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ คือที่สุดของที่สุด ในชีวิตค้าแข้งของเขา เพราะมันคือแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยแรก ที่เขาตามหามานานแสนนาน

ส่วนผลงานส่วนตัว บอกเลยว่า “สุดติ่งกระดิ่งแมว” เอาแค่ฤดูกาล 2019-20 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ สามารถคว้ารางวัลดาวซัลโวได้ทุกรายการที่ลงเล่น เผลอๆแค่แกวางเท้า ลูกบอลก็เข้าประตูไปแล้ว และ หากนับเฉพาะแค่เวที บุนเดสลีกา หัวหอกรายนี้ ซัดไปแล้วทะลุ 250 ประตู เป็นนักเตะต่างชาติคนแรกที่ทำได้

ด้วยฟอร์มขนาดนี้ บอกเลยว่าไม่ฟลุ๊คแน่นอน เพราะ เลวานดอฟสกี้ ยิ่งแก่ ยิ่งเผ็ดร้อน ดั่งวลีที่ว่า “32 ยังแจ๋ว” เหมือนที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อดีตกุนซือ บาเยิร์น ถึงขั้นยกย่องว่า เลวานดอฟสกี้ เป็นนักเตะที่มีความเป็นมืออาชีพที่สุดที่เคยเจอ 

“เลวาน คือผู้เล่นที่มีความเป็นมืออาชีพมากที่สุดที่ผมเคยเจอ ในหัวของเขามีแต่เรื่องอาหารที่ถูกสุขลักษณะ, การนอนพักผ่อน และ การฝึกซ้อม ตลอด 24 ชั่วโมง เขาพร้อมตลอดและไม่เคยบาดเจ็บ เพราะเขาให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ เขารู้ว่าสิ่งใดสำคัญต่อการมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุด”

ฉะนั้นการคว้ารางวัล ฟีฟ่า เดอะ เบสต์ สาขา นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี 2020 สมเหตุสมผลมากที่สุด เพราะฤดูกาลที่ผ่านมา ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเขาอีกแล้ว เขาตอกย้ำให้เห็นว่า เกิดมาเพื่อ ฟุตบอล โดยแท้ 

และ เรื่องราวชีวิตของ เลวานดอฟสกี้ ก็สอนให้รู้ว่า อย่าไปแคร์ขี้ปากชาวบ้าน เพราะคนพวกนั้นไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่ต้องทำมันให้ดีมากกว่าเดิม

ฮาย ฮาวดี้-

RELATED NEWS