เรื่องราว คำพูดเหยียดผิว คร่าชีวิตอดีตแข้ง เอซี มิลาน

เรื่องราว คำพูดเหยียดผิว คร่าชีวิตอดีตแข้ง เอซี มิลาน

หลายๆครั้งเรามักจะได้ยินว่า “ฟุตบอล” เป็นเครื่องเยียวยาหัวใจ เพราะไม่ว่าเราจะโศก​เศร้าหรือพบเจออะไรมา … ตลอด 90 นาที ที่เกิดขึ้น อาจทำให้ใครบางคนลืมความจริงที่แสนปวดร้าวไปชั่วขณะ ดั่งคำว่าที่ “ฟุตบอลมอบความสุข และ รอยยิ้ม”

แต่ในอีกด้านมุมหนึ่ง ฟุตบอลก็สร้างความปวดร้าวให้กับผู้คนมากพอๆกัน อาจจะมาจากผลการแข่งขัน, อาจจะมาจากฟอร์มการเล่นที่ไม่ถูกใจ ทว่าที่มันน่าเจ็บปวดมากกว่านั้น คือคำพูดที่คอยเหยียดหยามหัวใจให้กับคนที่ต้องรับฟัง

และ การเหยียดเชื้อชาติ ก็ยังเป็นสิ่งที่ปวดร้าวสำหรับนักเตะผิวสีอยู่เสมอ ..

ถึงแม้ว่า ฟีฟ่า พยายามจะทำแคมเปญต่อต้านการเหยียดผิว อาทิ Say no to racism หรือ คุกเข่าต่อต้านก่อนเกม จากคดี “จอร์จ ฟลอยด์” เพื่อให้ทุกทีมและทุกคน ตระหนักถึงความเท่าเทียม แต่ก็ดูเหมือนว่า มันจะไม่ได้ผลเลยสักนิด เพราะ การเหยียดผิว ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการพูดจาเสียดสีอยู่เสมอ

ซึ่งคนพูด ก็พูดเอาสนุกปาก โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้ฟัง ว่าจะรู้สึกเช่นไร และ ล่าสุดมันทำให้คนๆนึงต้องตัดสินใจหยุดลมหายใจตัวเอง เพื่อไม่อยากปวดร้าวกับโลกใบนี้อันแสนโหดร้าย

คนที่เรากำลังจะพูดถึง ชื่อว่า เซอิด วิซิน เด็กหนุ่มวัย 20 ปี เขาอาจไม่โด่งทางเส้นสายลูกหนัง แต่อย่างน้อยก็ดีกรีเป็นอดีตเด็กฝึกของ เอซี มิลาน และ เคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ผู้รักษาประตูทีมชาติอิตาลี

ไม่ได้อยากจะตำหนิติเตียนวงการลูกหนังแดน “มะกะโรนี” สักเท่าไหร่ แต่กระนั้นที่นี่มักมีข่าวฉาวเรื่องการเหยียดผิวอยู่ตลอด ยกตัวอย่าง มาริโอ บาโลเตลลี่ ดาวยิงเชื้อสายกาน่า เขาตกเป็นเป้าให้แฟนบอลคู่แข่งโจมตีเรื่องเหยียดผิวอยู่เสมอ หรือ คาลิดู คูลิบาลี่ ปราการหลัง นาโปลี เคยถูกตะโกนล้อเลียนว่าเป็น ลิง ตลอด 90 นาที จนเกิดความเครียดสะสม ก่อนถูกใบแดงไล่ออก

ขนาดทั้ง 2 คน เป็นนักเตะตัวท็อป ผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมาก็มากมาย แต่พวกเขาไม่เคยเก็บอารมณ์ได้เลย เมื่อเจอเหล่าแฟนบอลถ่อย ตะโกนเรื่องการเหยียดผิว ฉะนั้นสำหรับ เซอิด วิซิน แทบเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีภูมิต้านทานเรื่องนี้ เพราะเขาเองก็ยังไม่กร้านโลกมากนัก

เซอิด วิซิน เป็นเด็กพื้นเพมาจาก เอธิโอเปีย ก่อนจะย้ายมาอยู่อิตาลี จากการชุบเลี้ยงของพ่อแม่อุปถัมภ์ แต่การย้ายมาใช้ชีวิตในยุโรป ในฐานะคนแอฟริกา ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลยสักนิด ต่อให้จะมีดีเป็นลูกหม้อของ “ปีศาจแดง-ดำ” แต่เขาต้องอดทนอดกลั้นกับการโดนเหยียดผิว และ เชื้อชาติ มาโดยตลอด

จริงๆแล้วเส้นทางลูกหนังของเด็กหนุ่มรายนี้ กำลังมีอนาคตสดใส เพราะไม่ใช่ใครจะมาเป็นเด็กปั้น มิลาน ก็ได้ ทว่าสุดท้ายก็ต้องพังทลาย เมื่อ เซอิด วิซิน ตัดสินใจหันหลังให้กับ ฟุตบอล กีฬาที่เป็นเหมือนชีวิตของเขา เมื่อสักประมาณ 5 ปีก่อน เนื่องจากไม่ต้องการะพบเจอ และ รับฟัง คำพูดที่เจ็บปวดอีกแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเหยียดผิว

เซอิด วิซิน หวังว่าการเลิกเล่นฟุตบอล จะทำให้ชีวิตของเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของการเหยียดผิว และ หวังใช้ชีวิตให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น เพราะการเล่นฟุตบอล มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเจอคำพูดเหยียดหยามจากแฟนบอลทีมคู่แข่ง

แต่โลกนี้ มันไม่ได้โหดร้ายแค่ในเกมลูกหนังเท่านั้น เพราะเกมชีวิตจริงมันรู้สึกแย่ยิ่งกว่า เนื่องจากการโดนเหยียดเชื้อชาติ มันรุนแรงเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งเรื่องที่ทำให้ เด็กหนุ่มรายนี้ มองว่าโลกไม่ได้น่าอยู่อีกแล้ว มาจากเหตุการณ์ลูกค้าหญิงสูงวัยคนหนึ่ง ได้ปฏิเสธที่จะให้เขาเสิร์ฟอาหาร ขณะทำงานเป็นพนักงานบริกร

เขาอุตส่าห์หลบหลีกแผลใจจากฟุตบอล แต่คำพูดอันแสนปวดร้าว ดันมาเจอกับการใช้ชีวิตประจำวันของเขา ด้วยความเครียดสะสม ทำให้ เซอิด วิซิน ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในบ้านพัก เพื่อไม่ต้องการรับรู้อะไรอีกแล้ว

การเสียชีวิตของ เซอิด วิซิน สร้างความสั่นสะเทือน และ ทำให้ผู้คนตระหนักถึงเรื่องความเท่าเทียมมากกว่าเดิม เพราะก่อนที่เด็กหนุ่มรายนี้ จะตัดสินใจอำลาโลก เขาได้เขียนจดหมายลาตาย ด้วยประโยคอันน่าเห็นใจเอาไว้ว่า

“ณ ตอนนี้ ทุกที่ที่ผมไป หรือ ทุกที่ที่ผมอยู่ ผมกลับรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้ง ที่ต้องคอยแบกไว้บนบ่า มันเหมือนกับก้อนหินใหญ่ ที่เต็มไปความหวาดระแวงของผู้คน , ความอคติ, ความน่ารังเกียจ และ ความกลัว ที่มันแสดงออกมาจากผู้คนมากมาย” 

ตัวอักษรเพียงแค่ไม่กี่ประโยค แสดงให้เห็นถึงความปวดร้าวจากก้นบึ้งหัวใจของ เซอิด วิซิน …

คนเราถ้าเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็คงไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น .. และ คนเราไม่มีทางรู้เลยว่า บางคำพูดมันเจ็บปวดเจียนตายแค่ไหน จนกว่าจะได้มาเจอกับตัวเอง

ซึ่งการเสียชีวิตของ เซอิด วิซิน จะทำให้สังคมตระหนักกับการใช้ชีวิตแบบไม่แบ่งชนชั้นมากกว่าเดิม แต่เชื่อเถอะว่ามันจะไม่ใช่เคสสุดท้าย ที่จะได้พบเจอ ..

เพราะในอดีตที่นักเตะมากมาย ต้องฝืนทนกับการเหยียดผิว บางรายตอบโต้ด้วยการด่าทอ, บางรายเดินไปเอาเรื่อง หรือ บางรายก็ไม่ขอแข่งขันในเกมอันแปดเปื้อนอีก

สุดท้ายนี้ถึงแม้ว่าฟุตบอลมันจะเป็นสิ่งสวยงาม แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง มันก็เป็นหลุมดำ ที่สร้างความปวดร้าวให้กับหลายคนเช่นกัน “ไม่มากก็น้อย”

ฮาย ฮาวดี้

อ้างอิง : The Sun 

RELATED NEWS