7 รอยด่างพร้อยในการเป็นตำนานแข้งของ สตีวี่จี

7 รอยด่างพร้อยในการเป็นตำนานแข้งของ สตีวี่จี

หากพูดถึงกัปตันทีมในดวงใจของเหล่า “เดอะ คอป” ผมมั่นใจว่าชื่อของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด จะต้องขึ้นมาเป็นคนแรกๆ แน่นอน เพราะเขาผู้นี้คือตำนานแห่งถิ่นแอนฟิลด์

 

อย่างไรก็ตามคำว่าตำนานก็ใช่ว่าจะเพอร์เฟ็กซ์ สมบูรณ์แบบไปซะทุกเรื่อง “สตีวี่ จี” ไม่เคยได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อันนี้ใครๆ ก็ทราบดีคงเป็นรอยด่างพร้อยที่ใหญ่และติดอยู่ในใจของ เจอร์ราร์ด อย่างแน่นอน

ทว่าตลอด 18 ปีบนถนลูกหนัง แม้จะกวาดแชมป์มาได้เยอะแยะ แต่ก็มีจุดผิดพลาดเล็กๆ ที่ผมก็คิดว่าตัว เจอร์ราร์ด เองก็ลืมไม่ลงเช่นกันทั้งในระดับทีมชาติและสโมสร ว่าแล้วไปดูกันหน่อยดีกว่าว่าความผิดพลาดนั้นมีอะไรบ้าง

 

7.โหม่งเช็ดให้ ซัวเรซ ยิง

เกมนั้นเป็นนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่มศึกฟุตบอลโลก 2014 อังกฤษ และ อุรุกวัย ต่างต้องการแต้มมาก เพราะนัดแรกแพ้มาทั้งคู่ เกมทำท่าว่าจะจบที่การแบ่งแต้ม ทว่านาทีที่ 85 เจอร์ราร์ด ก็ดันคิดว่า ซัวเรซ เล่นอยู่ทีมเดียวกันมั้ง โหม่งเช็ดสวยสดงดงามให้ “พี่เหยิน” หลุดเดี่ยวไปซัดตุงตาข่าย เป็นประตูชัยให้ อุรุกวัย ชนะ 2-1 และท้ายสุดอังกฤษก็ตกรอบแรกด้วยการเก็บได้เพียงแต้มเดียวจากการเสมอ คอสตาริก้า

 

6.คืนหลังให้ อองรี ยิง

ย้อนกลับไปในศึก ยูโร 2004 อังกฤษ เกือบจะเอาชนะ ฝรั่งเศส ได้อยู่แล้ว เพราะประคองตัวนำ 1-0 มาจนถึงช่วงทดเจ็บนาทีแรกของครึ่งหลัง ซีดาน ก็มายิงตีเสมอได้สำเร็จ เกมทำท่าว่าจะแบ่งแต้ม แต่แล้ว ผีห่าซาตานตัวไหนไม่รู้เข้าสิง เจอร์ราร์ด ให้ส่งคืนหลังให้กับ เดวิด เจมส์ แต่ตรงนั้นดันมี อองรี ยืนอยู่ หลุดเดี่ยวแตะหลบ เจมส์ แต่โดนรวบล้มเสียจุดโทษสิจ๊ะ ซีดาน เป็นผู้สังหารไม่พลาด จบเกมโดน 2 ลูกท้ายเกม แพ้เฉยด้วยสกอร์ 2-1 ท้ายสุดแม้ “สิงโตคำราม” จะผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม แต่ก็ไไปได้ไม่ถึงไหนเพราะรอบถัดมาก็พ่ายดวลเป้าต่อ โปรตุเกส หลังเสมอกันในเวลา 2-2

 

5.ส่งคืนหลังให้ อองรี ยิง (อีกแล้ว)

ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาล 2005/06 ขณะที่ทัพ “หงส์แดง” กำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์อยู่กับ เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ต้องเจองานยากในการบุกไปเยือน ไฮบิวรี่ ของ อาร์เซน่อล ซึ่งปีนั้นแม้ฟอร์มโดยรวมของ “ไอ้ปืนใหญ่” จะไม่ได้ดีนักแต่มีการเล่นในบ้านที่แข็งแกร่ง

 

เปิดฉากมาได้เพียง 21 นาที เธียร์รี่ อองรี ก็ซัดให้เจ้าถิ่นขึ้นนำก่อน ทว่า “หงส์แดง” ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พยายามบุกใส่เพื่อหวังจะตีเสมอให้ได้ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จจากลูกยิงของ หลุยส์ การ์เซีย ในนาทีที่ 76 ณ ตอนนั้น โมเมนตั้มของเกมเหมือนจะเปลี่ยนมาอยู่ฝั่งทีมเยือน ที่ต้องการ 3 คะแนนมากกว่าเพื่อลุ้นแชมป์ต่อในบั้นปลาย

 

ทว่า “สตีวี่ จี” กลับพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อต้องการจ่ายบอลคืนหลังให้ เปเป้ เรน่า นายด่านเตะเปิดเกมขึ้นไป แต่ดันไม่ได้มองว่าตรงนั้นมี อองรี ยืนห้อยอยู่ กลายเป็นจ่ายให้ อดีตหัวหอกทีมชาติฝรั่งเศสดวลเดี่ยวตัวต่อตัวกับ เรน่า ซะงั้น ซึ่งระดับ “ตีตี้” ลูกแบบนี้มีหรอที่จะพลาด กระชากหนีโกลก่อนซัดเข้าไปเป็นประตูชัยให้ อาร์เซน่อล เปิดบ้านชนะ ลิเวอร์พูล ไปได้ 2-1

 

ฤดูกาลนั้น ลิเวอร์พูล จบที่ 3 มีคะแนนน้อยกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาลเพียงแต้มเดียว ซึ่งไม่แน่หาก “สตีวี่ จี” ไม่จ่ายพลาดลูกนั้น จบฤดูกาลอาจเป็น “ปีศาจแดง” ที่อยู่ใต้ตีน “หงส์แดง” ก็เป็นได้ ส่วนแชมป์ปีนั้นคือ เชลซี

 

“ผมไม่เห็นเลยว่า อองรี ยืนอยู่ตรงนั้น มันเป็นความผิดพลาดของผมเต็มๆ และผมขอยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว” เจอร์ราร์ด ให้สัมภาษณ์ยอมรับแบบแมนๆ หลังจบเกม

 

4.ส่งคืนหลังให้ ดร็อกบา ยิง

https://www.youtube.com/watch?v=KyO15Ei_qfk

นี่คงเป็นเกมเดียวในรอบหลายสิบปีที่แฟนๆ แมนฯ ยูไนเต็ด เอาใจช่วยเชียร์ ลิเวอร์พูล เพราะย้อนกลับไปในฤดูกาล 2009/10 “ปีศาจแดง” กำลังขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กับ เชลซี อย่างเมามันส์ และเกมนี้ที่ ลิเวอร์พูล ต้องเปิดบ้านดวลกับ “สิงห์บลูส์” ก็เป็นเกมนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล โดยตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด มีแต้มตามหลังอยู่ 1 คะแนน เพราะฉะนั้นคงต้องหวังพึ่งคู่อริตลอดกาลให้หยุด เชลซี หากหวังจะแซงคว้าแชมป์

 

อย่างไรก็ตามความหวังของเหล่าแฟนผี ต้องมลายหายสิ้นเพราะเริ่มเกมได้แค่ 33 นาที “บักเจิด” ก็จ่ายบอลคืนหลังพลาด (อีกแล้ว) ให้กับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ที่ตอนนั้นกำลังร้อนแรงสุดๆ หลุดไปดวลเดี่ยวกับ เรน่า ก่อนจะล็อกหลบและยิงโล่งๆ เข้าไปตุงตาข่าย เหมือนตอนที่จ่ายพลาดให้ อองรี เป๊ะๆ ก่อนที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด จะมายิงประตูย้ำชัยให้ เชลซี บุกมาชนะ 2-0 และคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จด้วยการยำใหญ่ใส่ วีแกน 8-0 ในนัดสุดท้าย

สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้แฟนผีเป็นอย่างมาก และแน่นอน เจอร์ราร์ด โดนด่าเละเทะว่าจงใจส่งแชมป์ให้ เชลซี เพราะไม่อยากให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ (แหม ก็ช่างคิดได้เน๊อะ ขนาดผมเป็นแฟนผี ยังไม่คิดเลย สาบาน!)

 

3.โหม่งเข้าประตูตัวเองนัดชิง ลีกคัพ

ถือว่าเป็นคู่ชิงที่สมน้ำสมเนื้อ เพราะเป็นทีมใหญ่ทั้งคู่ ลิเวอร์พูล ดวลกับ เชลซี ในนัดชิงลีกคัพปี 2005 เกมนั้น “หงส์แดง” แรงฤทธิ์ได้ประตูขึ้นนำเร็วตั้งแต่ 45 วินาทีแรกจากลูกวอลเลย์สุดสวยของ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ จากนั้น เชลซี พยายามโหมบุกเข้าใส่ แต่ ลิเวอร์พูล ก็ตั้งรับได้ดี

นกระทั่งนาทีที่ 80 เกมก็พลิกจนได้เมื่อ “สิงห์บลูส์” วางบอลยาวจากกลางสนามหวังเล่นงานด้วยลูกโด่ง ผู้เล่น “หงส์แดง” ลงไปกองในกรอบเขตโทษเสื้อสีแดงเพียบ และก็เป็นเสื้อแดงนี่แหละที่โหม่งได้ แต่แทนที่จะโหม่งสกัด กลับกลายเป็นโหม่งย้อยเข้าประตูตัวเองซะงั้น และชายคนนั้นที่ทำเข้าประตูตัวเองก็มีชื่อว่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด!

 

ดราม่าเหลือเกินทำไมต้องมาเป็น “สตีวี่ จี” ที่ทำอะไรแบบนี้ในนัดชิงด้วย จากนั้นโมเมนตั้มของเกมก็เปลี่ยนไปอยู่ในมือของ เชลซี จบ 90 นาที เสมอกัน 1-1 ต่อเวลาพิเศษนาทีทองของ “สิงห์บลูส์” เลยเพราะมาได้ 2 ประตูติดๆ กันในช่วงครึ่งหลังของการต่อเวลา ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา และ มาเตย่า เคซมัน แม้ ลิเวอร์พูล จะไล่คืนมาได้อีกลูกนึงก็สายไปเสียแล้ว สุดท้ายชวดแชมป์ไปเพราะการโหม่งเข้าของ เจอร์ราร์ด แท้ๆ

 

2.ใบแดง 38 วิ ในแดงเดือดครั้งสุดท้ายของชีวิต

“แดงเดือด” คือศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ใครต่างก็ไม่ยอมกัน ไม่ว่าก่อนหน้านั้นคุณจะฟอร์มเทพแค่ไหน เล่นดีเท่าไร ยามที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ปะหน้า ลิเวอร์พูล มาเจอกันก็ทีไรก็มักจะมันส์พะยะค่ะ ทุกที ซึ่งวีรกรรมการลงเล่นศึก “แดงเดือด” ครั้งสุดท้ายเมื่อฤดูกาล 2014/15 ของ เจอร์ราร์ด ก็เป็นที่จดจำไม่มีใครลืม

 

พี่เจิดถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง และด้วยความที่มันเป็นแดงเดือดครั้งสุดท้าย พี่แกเลยวิ่งบู๊เต็มที่กะจะทวงประตูคืนให้ทีมหลังโดนขึ้นนำไปในครึ่งแรก แต่กลายเป็นคึกจัดไถลตัวเปิดปุ่มเข้าเสียบใส่ อันเดร์ เอร์เรร่า เต็มๆ โดนไล่ออกทันที ทั้งที่อยู่ในสนามได้แค่ 38 วินาที! ท้ายสุดเกมนั้นก็เป็น แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาลที่บุกมายัดเยียดความปราชัยได้ถึงแอนฟิลด์ 1-2 ประตู

 

1.ลื่นเปลี่ยนโลก

https://www.youtube.com/watch?v=DQcGV0ccMy4

อันดับที่ 1 ไม่ว่าใครก็คงเดาออก เพราะเป็นวีเวรวีรกรรมที่ถูกล้อเลียน และพูดถึงอย่างสนุกปากจงบจนถึงทุกวันนี้ และขณะที่ผมบรรเลงแป้นพิมพ์เขียนสกู๊ปนี้อยู่ก็เป็นวันที่ 27 เมษายน 2018 ซึ่งเป็นวันครบรอบเหตุการณ์ “ลื่นเปลี่ยนโลก” นี้พอดี แม้หลายท่านน่าจะทราบดีเทล และรายละเอียดดีแล้ว แต่ก็ต้องขอเล่าย้อนคร่าวๆ นิดนึงละกันครับ เผื่อเด็กรุ่นหลังตามไม่ทัน

 

ฤดูกาล 2013/14 เป็นปีที่ต้องอยู่ในความทรงจำ (อันเลวร้าย) ของสาวก “หงส์แดง” ไปชั่วชีวิต เพราะพวกเขาเข้าใกล้มากแล้วกับการได้เป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก สมัยแรก ตอนนั้นเหลือการแข่งขันอีก 3 นัด ลิเวอร์พูล คือจ่าฝูงมีคะแนนนำ แมนฯ ซิตี้ ที่ไล่ตามมาอยู่ 3 แต้ม ซึ่งพวกเขาขอแค่ชนะ 2 เสมอ 1 ก็เพียงพอแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้

 

นัดที่ 36 ของฤดูกาล ลิเวอร์พูล เจอศึกใหญ่ต้องดวลกับ เชลซี แต่ได้เล่นในบ้าน แถม เชลซี ไม่มีลุ้นอะไรแล้ว ส่งชุดกึ่งจริงกึ่งสำรองลงเล่น ทว่า เจอร์ราร์ด ดันมาจับบอลพลาดลื่นล้มในช่วงทดเจ็บของครึ่งแรกจนโดน เด็มบ้า บา ฉกบอลไปยิง สุดท้ายพ่ายคาบ้าน 2-0 โดน “เรือใบ” แซงขึ้นจ่าฝูงทันที แม้มีแต้มเท่า แต่ลูกได้เสียดีกว่าเยอะ ซึ่ง 2 นัดที่เหลือ แมนฯ ซิตี้ ก็ซัด 6 แต้มเต็ม คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

 

น่าสงสารก็แต่ ลิเวอร์พูล เล่นดีมาตั้งนาน แต่ก็มาตกม้าตายด้วยจังหวะลื่นของตำนานทีมตัวเอง พลาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สมัยแรกไปอีกปี

 

และนี่คือ 7 รอยด่างพร้อยในการเป็นตำนาน ลิเวอร์พูล ของชายที่ชื่อว่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด

 

ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าสกู๊ปนี้ไม่ได้เป็นการซ้ำเติมอะไร แค่จะขอนำเสนอว่าบนโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ และเพอร์เฟ็กต์ไปซะทุกอย่าง ขนาดตำนานอย่าง เจอร์ราร์ด ก็ยังมีมุมที่ผิดพลาด

แต่สิ่งนึงที่แฟนบอลทุกคนยอมรับ ไม่เว้นแม้แต่แฟนผีอย่างผมคือ “ฝีเท้า” ครับ ไม่มีใครปฏิเสธหรอกครับว่า “สตีวี่จี” ไม่เก่ง แด่ตำนานผู้ยังมีลมหายใจครับ แล้วโอกาสหน้าผมจะลองเขียนจุดด่างพร้อยของแข้งระดับตำนานคนอื่นๆ บ้างนะครับ

ชิน ชินพัฒน์

RELATED NEWS