ข้ากลับมาแล้ว! ย้อนเส้นทางคืน เซเรีย อา ของ จัลโล่บลู

ข้ากลับมาแล้ว! ย้อนเส้นทางคืน เซเรีย อา ของ จัลโล่บลู

ในที่สุดทีมที่เก่าแก่สุุดๆ ทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนัง อิตาลี อย่าง ปาร์ม่า ก็ฝ่าฟันอุปสรรคไต่เต้ากลับสู่ลีกสูงสุดเวที กัลโช่ เซเรีย อา ได้อีกครั้งจากการบุกไปชนะ สเปเซีย 2-0 และทาง โฟรซิโนเน่ ทำได้แค่เสมอกับ ฟอจจา 2-2

ปาร์ม่า ประสบปัญหาชีวิตรันทดและตกอับสุดขีดจากปัญหาสภาวะการเงินที่เป็นหนี้เกินกว่า 218 ล้านยูโร แถมค้างค่าจ้างนักเตะและสต๊าฟฟ์โค้ชในหลายๆ งวด เท่านั้นยังไม่พอแม้แต่ค่าไฟในสนามแข่งก็ยังไม่มีพอจะจ่ายด้วย และถึงแม้จะประกาศหาเจ้าของทีมคนใหม่ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าเอาชีวิตมาเสี่ยงด้วย จนท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องล้มละลาย และถูกสั่งปรับตกชั้นลงไปเริ่มต้นใหม่ในด่านล่างอย่าง เซเรีย ดี หลังจบฤดูกาล 2014-15

แต่ ณ ตอนนี้พวกเขากลับมาแล้วโดยใช้ระยะเวลาแค่ 3 ปีเท่านั้น ดังนั้นวันนี้ทาง ‘ขอบสนาม’ จะพาทุกท่านไปเจาะลึกดูเส้นทางของ ปาร์ม่า กันว่ากว่าจะผ่านแต่ละด่านกว่าจะไต่ขึ้นมาได้ทีละดิวิชั่นพวกเขาต้องเจออะไรบ้าง ???

ฤดูกาล 2015-16

ปาร์ม่า ต้องมานับ 1 ใหม่ในเวที เซเรีย ดี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเปลี่ยนชื่อจาก Parma A.C. มาใหม่เป็น S.S.D Parma Calcio 1913 จากนั้นก็ได้ ‘article 52 of N.O.I.F.’ ยื่นมือเข้ามาช่วยในฐานะตัวแทนของสโมสร ส่วน เนวิโอ ซคาล่า เฮดโค้ชคนเก่าถูกแต่งตั้งเป็นประธานสโมสร และอดีตนักเตะอย่าง ลุยจิ อโพโลนี่ ถูกแต่งตั้งเป็นกุนซือ ฤดูกาล 2015-16 ปีแห่งการเริ่มต้นพวกเขาขายตั๋วเข้าชมได้เกินกว่า 9,000 ใบและเป็นสถิติใหม่ของ เซเรีย ดี

ส่วนผลงาน ปาร์ม่า จบเป็นอันดับ 1 จาก กรุ๊ป บี ในฤดูกาลนั้นที่ 94 คะแนนจากการลงแข่งขัน 38 นัด และไม่แพ้ใครเลยสักนัด (ชนะ 28 เสมอ 10) ได้ตั๋วเลื่อนชั้นสู่ เลก้า โปร

ฤดูกาล 2016-17

ปาร์ม่า ต้องเจอกับความท้าทายที่ยากมากขึ้นในสังเวียน เลก้า โปร พวกเขาผลงานไม่ค่อยคงเส้นคงวาเท่าไร่ในปีนั้นในยุคที่เปลี่ยนกุนซือมาเป็น โรแบร์โต้ ดีอแวร์ซ่า แต่ด้วยความเก๋าที่มีพอตัวพวกเขาสามารถจบที่อันดับ 2 ได้ด้วยคะแนน 70 แต้มจากการลงเตะ 38 นัดยิงได้ 55 ประตูสูงสุดเป็นอันดับ 3 ของลีก เสีย 36 ประตู เฉลี่ยเกมละ 0.9 ประตู เป็นรองแชมป์ของกลุ่ม บี ตามหลัง เวเนเซีย 10 คะแนน

นั่่นหมายความว่าพวกเขาต้องไปห้ำหั่นต่อในการเพลย์ออฟลุ้นเลื่อนชั้นแบบเตะแค่นัดเดียวรู้เรื่อง โดยในรอบแรก ปาร์ม่า ต้องดวลกับ ปอร์เดโนเน่ และก็เป็นเกมที่ตึงพอสมควร พวกเขานำก่อน 1-0 ช่วงต้นเกมจาก ลุยจิ สกาเกลีย แต่สุดท้ายช่วงท้ายเกมโดน เปาโล มาร์ชี่ ยิงตามตีเสมอ 1-1 สุดท้ายต้องไปดวลกันในการยิงจุดโทษ แต่ด้วยความเก๋าอีกนั่นแหละ ปาร์ม่า แม่นกว่าเอาชนะไปได้ 5-4 ก่อนเข้าไปชิงตั๋วใบสุดท้ายกับ อเลสซานเดรีย ผลปรากฏว่า ปาร์ม่า กินนิ่มชนะไปเบาๆ 2-0 ซึ่งความดีความชอบในปีนั้นส่วนหนึ่งต้องยกให้ เอมานูเอเล่ คาไลโอ้ และ มานูเอล น็อคคิโอลินี่ ที่ซัลโวร่วมกันไปถึง 30 ประตู

ฤดูกาล 2017-18

ปาร์ม่า เดินทางมาถึงด่านสุดท้ายแล้วนั่นก็คือเวที เซเรีย บี ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าคู่แข่งที่ชื่อชั้นใกล้เคียงกันทั้งนั้น และพวกเขาเองก็ไม่ได้โดดเด่นหรือแข็งแกร่งกว่าใครด้วย

พวกเขาออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยดีในช่วง 2 เดือนแรกหลังจากซีซั่น 2017-18 ได้เปิดฉากขึ้น ก่อนที่ผลงานจะดีขึ้นในเวลาต่อมาแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่เพราะยังมีสะดุดให้เห็นบ่อยๆ

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ผลงานของพวกเขาก็กลับดีขึ้นมาอย่างน่าใจหาย โดย 15 นับตั้งแต่บัดนั้นจนจบซีซั่น ปาร์ม่า เก็บชัยชนะได้ถึง 11 นัด แพ้ 3 นัด นับเป็นสถิติที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นหากวัดกับทุกทีม เป็นรองแค่ทีมแชมป์อย่าง เอ็มโปลี ทีมเดียวที่ไม่แพ้ใครเลย

การฟาดฟันแย่งตั๋วพื้นที่อันดับ 2 ซึ่งเป็นตั๋วเลื่อนชั้นแบบอัติโนมัติอีก 1 ใบ ปาร์ม่า บุกไปเอาชนะ สเปเซีย ได้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล แถม โฟรซิโนเน่ ที่อยู่อันดับ 2 ช่วงก่อนแข่งดันเปิดบ้านทำได้แค่เสมอกับ ฟอจจา นั่นจึงทำให้สถานการณ์กลับตาลปัด และเป็น ปาร์ม่า ที่ได้ตั๋วเลื่อนชั้้นสู่ เซเรีย อา แบบออโต้แทน

ปาร์ม่า ไม่ใช่ทีมที่มีเกมรุกดุดันอะไรมากมายในปีนี้ พวกเขาไม่ได้ยิงประตูแบบถล่มทลายเหมือนทีมอื่นๆ แต่ในเรื่องของเกมรับต้องบอกเลยว่าแน่นปั้กกว่าทุกๆ ทีม เพราะนี่คือทีมเสียประตูน้อยที่สุดที่ 37 ประตูจาก 42 เกม และนี่ถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ปาร์ม่า ใช้เวลาแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้นเพื่อกลับสู่เวที เซเรีย อา อีกครั้งผ่านศึกมาทั้งหมด 120 นัดพอดิบพอดี

ส่วนบุคคลที่น่ายกย่องที่สุดในทีมชุดนี้ก็คงเป็น อเลสซานโดร ลูคาเรลลี่ เพราะนี่คือคนที่ผ่านทุกช่วงเวลามากับทีมทั้งสุขและทุกข์ เขาอยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2008 ลงเล่นกับทีมมาทั้งหมด 350 เกม ดังนั้นความดีความชอบทั้งหมดส่วนหนึ่งก็ต้องยกให้เขากัปตันทีมผู้นี้เช่นกัน

 

-HaMuDosSantos-

RELATED NEWS