อะไรก็กู!ย้อนรอย 5 คนลูกหนัง ผู้เป็น แพะรับบาป แห่งปี 2018

อะไรก็กู!ย้อนรอย 5 คนลูกหนัง ผู้เป็น แพะรับบาป แห่งปี 2018

หลังจากเกมที่ทีมชาติไทย ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย เอเชี่ยน คัพ ด้วยการแพ้ให้กับทีมชาติจีน แบบน่าเสียดาย 1-2 สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น เมื่อมีแฟนบอลไม่น่ารัก หลายๆคนตามเข้าไปด่า เข้าไปซ้ำเติมนักเตะ ที่ทำผิดพลาด หาว่าเป็น “แพะรับบาป” มีส่วนทำทัพ “ช้างศึก” ต้องจอดป้ายแค่รอบนี้

เอาจริงๆเรื่องนี้ มันก็คงไม่มีวันหมดไปจากโลก เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงบ้านเราเท่านั้น นักเตะระดับโลก หรือ โค้ชระดับโลก ก็เคยโดนกล่าวหากันมาแล้วทั้งนั้น ด้วยเรื่องนี้จึงขอย้อนรอยกลับไปสู่ปี 2018 ว่าคนลูกหนังคนไหน เคยถูกตราหน้าให้เป็น “แพ้รับบาป” กันบ้าง

5. ฆูเลน โลเปเตกี

การต้องเข้ามาสานงานต่อจาก ซีเนอดีน ซีดาน อดีตกุนซือ เรอัล มาดริด ผู้พาสโมสรสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยซ้อน เป็นคนแรก ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แถมเป็น “ราชันชุดขาว” เวอร์ชั่นที่ไร้สุดยอดดาวยิงอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในทีม อีกด้วย

แค่ต้องมาสานต่อจาก ซีดาน และ ไม่มี โรนัลโด้ ในทีมก็แย่พอแล้ว ยิ่งมาเจอนักเตะแต่ละคน ควงแขนกันฟอร์มตก โดยเฉพาะบรรดาแนวรุกอย่าง คาริม เบนเซม่า หรือ แกเร็ธ เบล ไม่เว้นแม้กระทั่ง ลูก้า โมดริช เจ้าของรางวัล บัลลง ดอร์ คนล่าสุด ทว่าการเป็นโค้ช โลเปเตกี เขาต้องรับหน้าคนแรก และ ก็โดนวิจารณ์อย่างหนักกับผลงานที่เกิดขึ้น ซึ่งเกมสุดท้ายที่พ่ายต่อ บาร์เซโลน่า 1-5 คู่อริตลอดกาล ก็เป็นฟางสุดท้าย ที่ทำให้ แพะรับบาป อย่าง โลเปเตกี โดนปลดออกจากตำแหน่ง

4. ลิโอเนล เมสซี่

ถ้ากับ บาร์เซโลน่า แล้วล่ะก็ ลิโอเนล เมสซี่ เปรียบดั่งพระเจ้า ที่เสกทุกอย่างมาให้กับทีม ไม่ว่าจะเป็น ประตู, แอสซิสต์ หรือ แชมป์ใดๆที่มีบนโลกใบนี้ แต่ถ้าหากเปลี่ยนเวอร์ชั่นเป็นโหมด ทีมชาติอาร์เจนติน่า แล้วล่ะก็ เมสซี่ จะถูกครหาอยู่ตลอด และ มันก็กลายเป็นความกดดันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเขามักจะเป็น “แพะรับบาป” อยู่เสมอ ยามพาบ้านเกิดล้มเหลว

ย้อนกลับไปในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 ทีมชาติอาร์เจนติน่า โชว์ฟอร์มโคตรเห่ย ทั้งเสมอ ไอซ์แลนด์ 1-1 และ แพ้ โครเอเชีย เละเทะ 0-3 จนเกือบจะตกรอบแรกอยู่ร่อมร่อ ท่ามกลางกระแสที่กูรู, เหล่าโค้ช และ แฟนบอล ต่างชี้เป้าไปหา เมสซี่ ว่าเป็นตัวการ ทำทัพ “ฟ้า-ขาว” ตกต่ำ เล่นไม่เต็มที่เหมือนไล่โค้ช จนสุดท้าย อาร์เจนติน่า ตกรอบ 16 ทีม “เวิลด์ คัพ” ซึ่งนับตั้งแต่นั้น เมสซี่ ก็ยังไม่ขอคัมแบ็กช่วยบ้านเกิดอีกเลย

3. โชเซ่ มูรินโญ่

ยามสุขร่วมสุข แต่ยามทุกข์ น้ามู โดนกระทืบเละอยู่คนเดียว เพราะหลังจากเข้าสู่ปีที่ 3 ของ โชเซ่ มูรินโญ่ กับการกุมบังเหียน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผลงานก็สาละวันเตี้ยลง แบบกู่ไม่กลับ ทั้งแท็คติคที่ไม่ถูกใจแฟนบอล คือการไม่ยอมเล่นเกมบุก อีกทั้งยังมีปัญหากับนักเตะในทีม โดยเฉพาะ ปอล ป็อกบา

ได้ส่งผลให้ มูรินโญ่ กลายเป็นแพะรับบาป แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น อาจมีจุดเริ่มต้นมาจากเขาล้วนๆ และ ส่งผลมาถึงฟอร์มนักเตะ ดังนั้นยามใดที่ “ปีศาจแดง” ได้แค่เสมอ หรือ พ่ายคู่แข่ง “เดอะ สเปเชียล วัน” คือคนแรกที่โดนด่าเช็ดแบบจองล้างจองผลาญ แค่จัดตัวและแท็คติคที่ใช้ก็ผิดในสายตาคนอื่นแล้ว สุดท้ายเกม แดงเดือด ที่พ่ายต่อ ลิเวอร์พูล 1-3 ก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายของ มูรินโญ่ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด

2. เมซุต โอซิล

ต่อให้จะมีความดีความชอบ มีส่วนช่วยพาทีมชาติเยอรมัน คว้าแชมป์ ฟุตบอลโลก 2014 มาครองอย่างยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ความสำเร็จเหล่านั้น กลับถูกลบเลือนออกไปอย่างไม่ใยดี เพียงแค่จุดเริ่มต้นมาจากรูปถ่ายคู่กับ ประธานาธิบดีตุรกี ซึ่งเป็นอีกเชื้อสายเกิดของเขาที่ไหลเวียนอยู่ในตัว ก่อนการแข่งขัน “เวิลด์ คัพ 2018” จะเริ่มขึ้น และ ทำให้เขาโดนเชื่อมโยงไปถึงเกมการเมือง

แค่รูปถ่ายที่โดนเชื่อมโยงไปกับการเมืองก็ว่าแย่อยู่แล้ว โอซิล ยังถูกแฟนบอลชาติตัวเอง โห่ใส่อย่างไม่ใยดี และ ที่หนักไปกว่านั้นคือ ทัพ “อินทรีเหล็ก” ต้องกลายเป็นแชมป์เก่า ที่กระเด็นตกรอบแรก ซึ่ง โอซิล คือคนที่ถูกตราหน้าเบอร์แรกว่าคือ “แพะรับบาป” เป็นผู้ทำให้ เยอรมัน ต้องตกรอบ ทั้งจาก เดเอฟเบ และ แฟนบอล เพียงเพราะเขาไม่ใช่เชื้อสายเยอรมันแท้ๆ ดังนั้นมีหรือว่าคนๆหนึ่งจะทนไหว สุดท้าย โอซิล ประกาศอำลาทีมชาติทันที

1. ลอริส คาริอุส

สำหรับ ลอริส คาริอุส อดีตนายทวาร ลิเวอร์พูล จะเรียกว่าเป็นแพะรับบาป ก็ไม่เชิงแบบนั้นเท่าไหร่ เพราะเขาเองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบเต็มๆ จากการกระทำอันเฟอะฟะ ที่ทำผิดพลาดถึง 2 ลูก ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พ่ายต่อ เรอัล มาดริด 1-3 โดยเฉพาะประตูแรก ที่พลาดอย่างน่าเกลียดจนไม่น่าให้อภัย

แต่ทว่าการพ่ายแพ้ครั้งนั้น จำเลยเบอร์ 1 ที่กลายเป็น “แพะรับบาป” ในสายตาของแฟนบอลแทบทั่วโลก นั่นก็คือ ลอริส คาริอุส โดยที่อาจหลงลืมไปว่า “หงส์แดง” เป็นรอง “ราชันชุดขาว” นับตั้งแต่เสีย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จากสนามไป ซึ่งการตกเป็นผู้ต้องหา ทำให้ชีวิตของ คาริอุส เปลี่ยนไปตลอดกาล ทั้งความเชื่อใจจาก เจอร์เก้น คล็อปป์, แฟนบอลมองเขาเป็นจอมเฟอะฟะ รวมถึง อดีตแฟนสาวขอเลิก เพราะโดนขู่ฆ่า จนเขาต้องย้ายไปหาชีวิตใหม่ๆกับ เบซิคตัส แบบในปัจจุบัน

RELATED NEWS