5หัวหอกฉายา”นิว ธีรศิลป์”ตอนนี้ไปอยู่ไหนกันบ้าง

หากเอ่ยถึงชื่อ ธีรศิลป์ แดงดา การันตีได้ว่านี่คือศูนย์หน้าหมายเลข1 ของเมืองไทย เขาปักหลักในนามทีมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยายาวนาน 11 ปีเต็ม

“มุ้ยซัง” ก้าวพ้นสถานะดาวรุ่งเด็กเส้นเมื่อ14 ปีก่อน ฝึกฝนฝีเท้าจากดาวเตะร่างโย่งที่ดูแสนธรรมดา กลายเป็นผู้เล่นที่มีอันตรายยามครอบครองลูกบอลและการพังประตู ทั้งระดับสโมสรและทีมชาติเป็นกอบเป็นกำ

ด้วยคุณภาพที่เต็มเปี่ยมจากฝีเกือกทั้ง 2 ข้างของ “มุ้ยซัง” ซึ่งผลให้หมอนี่ได้โอกาสไปค้าแข้งยังต่างแดนกับอัลเมเรีย ในสเปน และ ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า แม้จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หลายๆคนคาดหวัง แต่พัฒนาการลูกหนังของพี่แกไปไกลเกินกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด
เพียงแต่”มุ้ย” ยืนระยะเป็นตัวจริงทีมชาติไทยหนักเกินไป และดูเหมือนไร้วี่แววกองหน้าดาวรุ่งที่จะมาแบ่งเบาภาระในเรื่องการจบสกอร์ หากไม่นับศุภชัย ใจเด็ด ที่ขยับขึ้นมาแจ้งเกิดกับทีมชาติในช่วง 3-4 เดือนหลังสุด

อย่างไรก็ดีห้วงเวลานี้ยังไม่มีใครพอฝากผีฝากไข้ได้เลย ทั้งที่ความเป็นจริง สื่อมวลชนมากมายต่างพากันยกยอปอปั้น ไอ้หนูดาวรุ่งมากมายในฟุตบอลนักเรียน, เยาวชนขึ้นมาเป็น “นิว ธีรศิลป์” แต่จนแล้วจนรอดบางคนยังไม่ไปถึงไหน

ขอบสนามคัด 5 กองหน้าดาวรุ่งที่ได้รับฉายา “นิว ธีรศิลป์” ว่าตอนนี้พวกเขาใกล้ถึงฝันที่จะได้เล่นร่วมกับมุ้ยซัง หรือเปล่า

1.ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา


ในช่วงเวลาที่คุณอายุ 15 ปี เรียนอยู่ม.3 พวกคุณกำลังตั้งใจเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนใช่ไหม แต่มันคงไม่ใช่สำหรับ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา เด็กหนุ่มจากจังหวัดศรีสะเกษ ผู้ที่สร้างชื่อเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูในไทยลีกด้วยวัย 15 ปี 9 เดือน 25 วันในเกมที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเอาชนะ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี 5–0

เขาคือน้องชายร่วมสายเลือดของ ศุภโชค สารชาติ แน่นอนว่าเขาถูกคำครหามากมายในการเข้าสู่ระบบเยาวชนของทัพปราสาทสายฟ้า แต่ถึงกระนั้นความใจสู้ผสมผสานกับคลาสลูกหนังที่สูงกว่าดาวเตะรุ่นราวคราวเดียวกัน แถมเขาไม่เคยมีนิสัยเกเรหรือไร้ระเบียบวินัย ส่งผลให้ “แบงก์” ผงาดขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่บุรีรัมย์ ตามด้วยการเข้าสู่สารบบทีมชาติไทยทั้ง 16, 19 ปี ไปแข่งรอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย

มีหลายๆเสียงยกย่องว่า “แบงก์” เก่งและเหนือกว่า “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา และ ริคาร์โด้ โอลิเวียร่า ในช่วงเวลาที่อายุ16 ปี แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่เราเห็นในตัว ศุภณัฏฐ์ คือฝึกซ้อมและมุ่งมั่นก็ฟุตบอลที่เขารัก โดยที่ไม่สนใจเอาพูดของคนมากมายที่คอยมาอวย ไม่แน่ว่าอีกไม่นานเด็กหนุ่มรายนี้อาจได้เล่นร่วมกับ “มุ้ยซัง” ในนามทีมชาติไทยก็เป็นได้

2.กรวิชญ์ ทะสา

ไอ้หนูจากขอนแก่น ผู้ที่เข้าสู่ระบบรั้วกิเลนผยองตั้งแต่อายุ 12 ปี และถูกส่งไปเรียนที่โพธินิมิตร และพี่แกก็ฉายแววความเก่งกาจในเรื่องจบสกอร์ ทั้งทัวร์นาเมนต์ ยามาฮ่า อาเซียนคัพ รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี จนคว้าดาวซัลโวไปครอง

ติดทีมชาติ 16 ปี ช่วยทีมคว้าโควต้าไปลุยชิงแชมป์เอเชีย 2016 (ยิง 4 ลูก จาก 3 นัด) ตามด้วยการกระหน่ำ 8 ประตู ให้ทีมชาติ19 ปี ในปี 2018 แบ่งเป็น 5 ประตูในชิงแชมป์อาเซียน และ 3 เม็ดในการชิงแชมป์เอเชีย

ความเก่งกาจของ “ซัน” ไม่ได้หมดอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อเขาปล่อยของในการไปเล่นให้อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด 8 เกม เด็กอายุ 18 ปี ซัลโว 4 ประตู กล้าลุย, กล้าเลี้ยงบอลจี้ใส่คู่ต่อสู้ที่อายุมากกว่าแบบไม่มีเกรงกลัว โดยไฮไลต์เด็ดคือการยิง 1 ประตูเด็ด แหวก 3 ผู้เล่นชลบุรี แล้วตะบันเต็มข้อใส่ ชนินทร์ แซ่เอียะ

ด้วยฝีเท้าที่เกรงเกินอายุ ฟอร์มไปเตะตาอเล็กซานเดร กาม่า เรียกติดทีมชาติ 22 ปี ตามด้วยการถูกเจฟ ยูไนเต็ด อิชิฮาระ อดีตยักษ์หลับวงการลูกหนังญี่ปุ่น เรียกตัวไปทดสอบฝีเท้า10 วัน

อย่างไรก็ดีปี 2019 กรวิชญ์ ทะสา คงได้มีโอกาสร่วมเล่นฟุตบอลกับไอดอลลูกหนังอย่าง “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา แน่นอน เพราะโค้ชเบ๊ เล็งเห็นคุณภาพจากฝีตืนทั้ง 2 ข้าง จนต้องยอมยกเลิกสัญญายืมตัวในการปล่อยนักเตะไปให้โปลิศ เทโร

3.ปรเมศย์ อาจวิไล

เด็กหนุ่มที่ครอบครัวยากจนในย่านคลองเตย ที่ต้องต่อสู้หาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่เล็กๆ ด้วยการใช้ฟุตบอลในการขีดเส้นทางชีวิตให้ตนเอง

“ฟร้องค์” มีเบสิคลูกหนังที่ยอดเยี่ยมติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาเป็นแชมป์เดาะบอลยุวชนโลก ซึ่งสามารถเดาะได้กว่า 6,500 ครั้งใช้เวลา 1 ชั่วโมง 4 นาทีเลยทีเดียว จนมักถูกเชิญไปเดาะบอลในงานสำคัญเกี่ยวกับกิจกรรมฟุตบอลต่างๆทั่วไทย และรายการทีวีมากมาย

เมื่อความสามารถและเก่งเกินยากจะปฏิเสธ เมืองทอง จึงดึง“ฟร้องค์” มาเรียนหนังสือกับโรงเรียนโพธินิมิตร พร้อมกับได้รับสัญญาเป็นนักเตะเมืองทอง ยูไนเต็ด เป็นเวลา 6 ปีเต็มเขาพิสูจน์ฝีเท้าอย่างหนักเพื่อยกระดับตัวเองจากเด็กที่เดาะบอลเก่ง จนสลัดคำดูถูกเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น ด้วยการเล่นบอลอาชีพในขณะที่17 ปี กับอุดรธานี เอฟซี ตามด้วยการไปเล่นให้บางกอก เอฟซี และขึ้นมาสู่ทำเนียบทีมชุดใหญ่กิเลนผยอง ที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตและเบิกร่องประตูทีมชุดใหญ่ในเกมพบโปลิศ เทโร เมื่อช่วงปีกลาย

ทว่าช่วงเวลาที่กำลังดีๆ เข้าสู่ปี 2019 ปรเมศย์ โชคร้ายบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าขาด ในระหว่างฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่เมืองทอง และต้องพักรักษาตัวอย่างน้อย 5 เดือนเต็ม และพลาดที่จะได้ร่วมเล่นบอลกับพี่มุ้ย ไอดอลของเขาไปโดยปริยาย

4.ภาคภูมิ ศรีชัย


ไอ้แอ็ดจากโรงเรียนกีฬานครสวรรค์ที่อยากเจริญรอยตาม “หนุ่ย” ศราวุฒิ มาสุข ซึ่งครั้งหนึ่งปีกหน้าสื่อๆดีกรีทีมชาติไทยเคยเป็นนักเรียนกีฬาที่ปากน้ำโพ มาสวมเสื้อกิเลนผยอง

“ก็อด” ฉายแววความเก่งกาจในเรื่องการจบสกอร์ฟุตบอลรายการ ไพรม์ มินิสเตอร์ คัพ ให้แก่โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครสวรรค์ จนท้ายถูกดึงตัวมาร่วมทัพเยาวชนเมืองทอง ยูไนเต็ด และถูกส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนโพธินิมิตรพันธมิตรบ้านใกล้เรือนเคืองละแวกปากเกร็ด

เหตุผลที่ภาคภูมิ ซบเมืองทอง มีแค่เรื่องเดียวคืออยากเล่นร่วมกับ ธีรศิลป์ แดงดา ไอคอนลูกหนังของเขานั้นเอง ทว่าชีวิตนักเตะภายใต้สัญญากิเลนผยอง “ก็อด” ทำได้แค่เฝ้ารอโอกาสในทีมชุดใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เขาโดนส่งตัวไปให้ทีมระดับล่างมากมายยืมตัว นนทบุรี เอฟซี, พัทยา ยูไนเต็ด, ศุลกากร ยูไนเต็ด, แพร่ ยูไนเต็ด, บางกอก เอฟซี และอุดรธานี เอฟซี ยืมตัว

แม้จะมีชื่อชั้นเป็นแข้งดีกรีแชมป์โค้ก คัพ 2 สมัย รวมถึงทีมชุดกีฬามหาลัยเอเชีย ชุดที่ตีตั๋วไปเล่นมหาวิทยาลัยโลก แต่ความเก่งกาจในระดับเยาวชนค่อยๆหายไป ไม่เหลือความมุ่งมั่นเหมือนแต่ก่อน ปัจจุบันเด็กหนุ่มรายนี้อายุ 23 ปี ถูกส่งตัวไปเล่นให้สีหมอก เอฟซี ทีมในระดับที 3 ที่มีสราวุฒิ ตรีพันธ์ อดีตทีมงานโค้ชเมืองทอง เป็นกุนซืออยู่

5.อาทิตย์ บุตรจินดา


เด็กหนุ่มจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ที่ยามว่างจะทำหน้าที่เด็กเก็บบอลสนามกีฬากลางจังหวัดในบ้านเกิด พร้อมกับไล่หวดลูกบอลตามประสาคนที่หลงไหลตามประสาเด็กต่างจังหวัด แต่ใครจะไปคิดละว่าชีวิตของ “นุ๊ก”จะได้ไปไกลถึงการเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ไปฝึกฟุตบอลที่ แอสไพร์ อะคาเดมี่ ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ จากการติดเป็น 1 ใน 20 คนสุดท้าย

อาทิตย์ ละทิ้งชีวิตวัยเด็กมัธยมที่เมืองไทย แล้วเดินหน้าเต็มตัวไปกับการพัฒนาทักษะลูกหนังกับทาง แอสไพร์ 3 ปีเต็มที่กาตาร์ มันก็ถึงเวลาที่เขาต้องตัดสินใจกลับบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่รอช้า หยิบยื่นโอกาสให้ นุ๊ก ในขณะนั้นอายุ 18 ปี พร้อมกับสัญญา 4 ปี แต่เขาแทบไม่มีโอกาสในพื้นที่กองหน้าในทัพปราสาทสายฟ้า แม้จะมีดีกรีเป็นแชมป์โค้ก คัพ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องพเนจรไปกับสโมสรอื่น ทั้งสุรินทร์ ซิตี้, พิจิตร เอฟซี และชัยนาท ฮอร์นบิล

กระทั่งเมื่อพันธสัญญากับบุรีรัมย์ หมดลง อาทิตย์ ได้เข้ามาผจญภัยในเมืองกรุงฯกับการท่าเรือ ถึงจะโดนบดบังตำแหน่งแนวรุกตัวจริงในถิ่นคลองเตย แต่ด้วยรูปร่างบอดี้ที่สูงใหญ่ หมอนี่จึงเปรียบเสมือนเป็น “โจ๊กเกอร์” ลงสนามท้ายเกมอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นสถานะเวลานี้ของ “นุ๊ก” จะยังไม่ใกล้เคียงกับไอดอลของเขา อย่าง ธีรศิลป์ แดงดา เลยแม้แต่น้อย

เอ็มเร่

[email protected]

RELATED NEWS