4 นักเตะ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำกำไรมหาศาลให้กับทีม

4 นักเตะ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำกำไรมหาศาลให้กับทีม

เลสเตอร์ ซิตี้ ทำกำไรมหาศาลจากการขายนักเตะออกจากทีม รายล่าสุดได้แก่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่เขากลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก แซงหน้า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังคนสำคัญของ ลิเวอร์พูล ทันที และนี่คือ 4 นักเตะที่ เลสเตอร์ สามารถขายออกไปได้กำไรมหาศาล

1. แดนนี่ ดริ๊งค์วอเตอร์ : ซื้อมา 800,000 ปอนด์ ขาย 34 ล้านปอนด์

ผลผลิตจากอคาเดมี่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงที่ถูกยืมตัวไปเล่นให้ ฮัดเดอร์สฟิลด์, คาร์ดิฟฟ์ และบาร์นสลีย์ ก่อนที่จะไปร่วมทีมเลสเตอร์ในปี 2012 ดริ๊งค์วอเตอร์ เป็นนักเตะคนสำคัญที่อยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2013/2014 เมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ กลับขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง และยังคงเป็นนักเตะคนสำคัญในช่วงฤดูกาล 2014/2015 ช่วยให้ทีมรักษาตำแหน่งในพรีเมียร์ลีกเอาไว้ได้ ก่อนจะช่วยทีมสร้างเทพนิยายจิ้งจอกสยาม ได้ในฤดูกาลถัดมา เจ้าตัวยังคงสามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ เชลซี จะตัดสินใจเซ็นสัญญาคว้าตัวเขามาร่วมทีมวันสุดท้ายของการเปิดตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ ในปี 2017

2. เอ็นโกโล่ ก็องเต้ : ซื้อมา 5.6 ล้านปอนด์ ขาย 32 ล้านปอนด์

เอ็นโกโล่ กองเต้ คือ อีกหนึ่งนักฟุตบอลที่เป็นแรงบัลดาลใจและต้นแบบของความพยาม ความทุ่มเท ในปี 2015/2016 เลสเตอร์ ตัดสินใจดึงตัว กองเต้ มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 5.6 ล้านปอนด์ เป็นนักเตะคนแรกภายใต้การคุมทีมของ รานิเอรี่ ที่เซ็นสัญญามาร่วมทัพ กองเต้ เดินทางเข้าสู่พรีเมียร์ลีก ด้วยสัญญา 4 ปี เพียงไม่กี่นัด กองกลางรายนี้ประกาศศักดายึดตัวจริงในตำแหน่งกองกลางทันที ด้วยความสามารถด้านการแย่งบอลและครองบอล เขาสามารถครองตำแหน่งนักเตะที่เข้าปะทะแย่งบอลและตัดบอลเป็นอันดับ 1 ของลีก คือนักเตะคนสำคัญที่พาเลสเตอร์ปาดหน้าบรรดายักษ์ประจำลีกอย่าง แมนซิตี้, อาร์เซนอล, เชลซี, แมนยู และ สเปอร์ ไปอย่างหน้าตาเฉย จนเหตุการณ์นี้เรียกว่า “เทพนิยายจิ้งจอกสยาม” ก่อนที่ เชลซี จะล่าลายเซ็นคว้าตัวเขาไปร่วมทีม และแน่นอนเขาไม่ทำให้ เชลซี ผิดหวัง ด้วยการเป็นหนึ่งในกองกำลังหลักสำคัญพา เชลซี คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

3. ริยาด มาห์เรซ : ซื้อมา 450,000 ปอนด์ ขาย 60 ล้านปอนด์

มาห์เรซ เกิดที่ฝรั่งเศสและเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพที่เลอ อาร์ฟ ก่อนย้ายมาร่วมทีม เลสเตอร์ เมื่อปี 2013 ด้วยค่าตัวเพียง 450,000 ปอนด์ เท่านั้น และพาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในการฟาดแข้งฤดูกาลแรกของเขา ลงไป 19 นัด ยิงไป 3 ประตู จบฤดูกาลแรกอย่างงดงามและปรับตัวอย่างยอดเยี่ยมในปีแรกที่ย้ายมาเกาะอังกฤษ ฤดูกาล 2014/2015 เลสเตอร์ จบที่อันดับ 14 ของตารางพรีเมียร์ ลีก ชนะ 7 เกมใน 9 นัดสุดท้าย รอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ หลังจากนั้น ในปี 2016 เจ้าตัวเป็นหนึ่งในกำลังหลักสำคัญพา เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สร้างเทพนิยายจิ้งจอก ได้สำเร็จ ก่อนที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะดึงตัวเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัวแพงมหาศาล 60 ล้านปอนด์ ในปี 2018

4. แฮร์รี่ แม็กไกวร์ : ซื้อมา 17 ล้านปอนด์ ขาย 80 ล้านปอนด์

แม็กไกวร์ เกิดที่เชฟฟิลด์ ที่สมัยวัยเรียนนั้นโดดเด่นจนอาจารย์คาดหมายว่าอาจจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายก็เลือกเดินทางลูกหนัง เขาเริ่มต้นเข้าฝึกเป็นนักเตะเยาวชนของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก่อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ เจ้าตัวเคยเล่นกองกลางมาก่อนสมัยที่เป็นเยาวชนของ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก่อนจะถูกจับมาเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กในเวลาต่อมา หลังจากนั้น ฮัลล์ ซิตี้ ก็เห็นแววเขาและดึงตัวเขามาร่วมทีม ซัมเมอร์ปี 2017 เลสเตอร์ ซิตี้ ควักเงิน 17 ล้านปอนด์ซื้อ แม็กไกวร์ ไปเสริมทัพ ท่ามกลางนักวิจารณ์ที่กังขาค่าตัวว่าแพงเกินไปหรือไม่ ทว่าปีแรกผลงานก็อุดปากทุกคนด้วยการคว้าผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรกับผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตของแฟนบอล จากการลงเล่นทุกนาทีเต็ม 38 เกม ด้วยผลงานในปี 2017 ทำให้ได้ก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ พร้อมทั้งในปี 2018 ที่มีชื่อไปลุยศึก เวิลด์ คัพ 2018 ภายใต้การคุมทัพของ แกเร็ธ เซาธ์เกต โดยยิงได้รอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ “สิงโตคำราม” ชนะ สวีเดน 2-0 พร้อมช่วยทีมไปไกลถึงรอบตัดเชือกก่อนจบที่ 4 ในทัวร์นาเมนต์ ทำให้เป็นการแจ้งเกิดอย่างสมบูรณ์แบบ และหลายทีมใหญ่ในยุโรปก็หมายตาที่จะคว้าเขาไปร่วมทีม ก่อนที่ในปี 2019 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจควักเงิน 80 ล้านปอนด์ คว้าเขามาร่วมทีม และกลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงสุดในโลก ทำลายสถิติของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ทันที ซึ่ง ฮัลล์ ซิตี้ จะได้เงินฟรีๆ 9.45 ล้านปอนด์ หลังทำสัญญาส่วนแบ่งการขาย 15% ในตอนที่ปล่อยตัวไปให้ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2017 อีกด้วย

RELATED NEWS