สิ่งที่ ทูเคิ่ล เปลี่ยน สิงห์บลูส์ ให้น่าดูกว่ายุค แลมพาร์ด

ใครจะเชื่อล่ะครับว่า โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือชาวเยอรมัน จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง เชลซี ให้กลับมาผงาดฟ้าได้อีกครั้ง ในห้วงเวลาแค่ราวๆ 3 เดือน เท่านั้น ช่างแตกต่างกันราว ฟ้ากับเหว เหมือนสมัยที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุมบังเหียน หลายสิ่งหลายอย่าง ถูกปรับเปลี่ยนออกไปไม่เหมือนเดิม

ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนที่ ทูเคิ่ล เข้ามารับงาน สาวก สิงห์บลูส์ คาดหวังกับกุนซือรายนี้ไว้มากแค่ไหน เพราะก่อนหน้านั้นก็มีสถานะเป็น “คนตกงาน” หลังจากถูก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ปลดออกจากตำแหน่ง แต่เชื่อว่าอย่างน้อยแฟนๆก็อยากให้ทำทีมกลับมาดูสนุกเหมือนครั้งในอดีต

อย่างไรก็ตาม ทูเคิ่ล กลับทำผลงานได้ดีเกินคาด เขาพา เชลซี ก้าวมาอยู่ในจุดที่ โรมัน อบราโมวิช ชื่นชอบ และ แฟนบอล ต้องซูฮก หลายปัจจัยเขาสร้างให้ เชลซี ทีมที่กำลังหมดหวัง ให้กำลังจะมีแชมป์ยิ่งใหญ่ไปติดมือ อะไรคือสาเหตุเหล่านั้นลองไปวิเคราะห์กันดูดีกว่าครับ

– เกมรับอันแข็งแกร่ง

ถ้าให้เปรียบแนวรับช่วงที่ แลมพาร์ด กับ ทูเคิ่ล คุมทีม ต้องบอกว่าสมัย ซูเปอร์แฟร้งค์ เหมือนเด็กประถมผู้อ่อนโยน ยังไม่เจนต่อโลก ผิดกับ ทูเคิ่ล ที่เหมือนพาทุกคนไปจบการศึกษาระดับปริญญาเอกมาแล้ว

พูดแบบนั้นไม่ได้เว่อวังเกินจริง เพราะตั้งแต่ที่ ทูเคิ่ล เข้ามารับงาน เชลซี เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา เขาพา เชลซี เสียประตูไปแค่ 3 นัด รวม 8 ลูก เท่านั้น ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ส่วนยุค แลมพาร์ด พาทีมเสียไป 23 ลูก และ แทบไม่มีคลีนชีตให้เห็น ขณะที่ ทูเคิ่ล ขันแนวรับ ให้ สิงห์บลูส์ เก็บคลีนชีตมากถึง 11 นัด ในเวลาแค่ราวๆ 3 เดือน

อาจจะด้วย ทูเคิ่ล เปลี่ยนมาใช้ระดับเล่นเซ็นเตอร์ 3 คน และ ใช้วิงแบ็ก 2 ฝั่ง เน้นแบบปลอดภัยไว้ก่อน ทำให้แผงหลังของ เชลซี แข็งแกร่งขึ้นมาทันตาเห็น ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครเป็นพิเศษ แต่ละคนสามารถลงมาทดแทนกันได้ เมื่อมองลงไปมันมีแต่ข้อดี เพราะนักเตะแต่ละคน จะต้องงัดฟอร์มเก่งออกมา เพื่อโอกาสลงสนาม

นักเตะหลายคนที่เป็นส่วนเกินในยุค แลมพาร์ด ได้กลับมาแจ้งเกิดเป็นตัวจริงอีกครั้งในยุค ทูเคิ่ล อาทิ เซซาร์ อัซปลิกวยต้า, อันโตนิโอ รูดิเกอร์ หรือ แม้กระทั่ง มาร์กอส อลอนโซ่ ก็เหมือนถูกปั้มหัวใจให้มีชีวิตชีวาบนเกมลูกหนังอีกครั้ง

เมื่อการเล่นกองหลัง 3 ตัว ยืดหยุ่นเป็น 3-4-1-2, 3-4-2-1 หรือ จะบุกแบบเต็มสูบก็จัด 3-4-3 แต่กระนั้น ทูเคิ่ล จะไม่มีทางลืมการเน้นเกมรับอย่างมีวินัย ยิ่งมี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เป็นตัวเก็บกวาด ยิ่งหายห่วง ดังนั้นถ้ากองหลัง ไม่ปล่อยโอกาสให้กับคู่แข่ง ก็เท่ากับว่าโอกาสเสียประตูน้อยมาก ส่วนการทำประตู ก็ปล่อยให้พวกศูนย์หน้าเป็นคนจัดการ

– คู่มือการใช้งาน ฮาแวร์ตซ์-แวร์เนอร์

ยังจำได้ดีว่าความรู้สึกของแฟนบอล เชลซี ดี๊ด๊า มากแค่ไหน เมื่อสโมสรคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ตซ์ 2 ดาวเด่นแห่ง บุนเดสลีกา เยอรมัน มาร่วมทีมเมื่อซัมเมอร์ก่อน โดยเฉพาะการปาดหน้า ลิเวอร์พูล แต่บางครั้งถ้าคุณคาดหวัง ก็มักจะเจอเรื่องผิดหวังอยู่เสมอ

เพราะ แวร์เนอร์ กับ ฮาแวร์ตซ์ ไม่อาจฉายแววความเป็นซูเปอร์สตาร์ทได้เลย โดยช่วงที่ แลมพาร์ด คุมทีม แวร์เนอร์ ไม่ยิงประตู มานานมากกว่า 10 นัด ใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากดีกรีดาวซัลโวของ ไลป์ซิก สู่ดาวยิงตีนบอดเสียอย่างนั้น

ขณะที่ ฮาแวร์ตซ์ ไม่มีแผนที่ลงตัวในระบบของ แลมพาร์ด อยู่เลย เดี๋ยวโดนจับเล่นหน้าเป้า เดี๋ยวโดนจับเล่นปีก บางก็ขยับมาเป็นหน้าต่ำ ทำให้ประสิทธิภาพของเขา ไม่ถูกรีดออกมา เขายิงไปเพียงแค่ 1 ประตู เท่านั้น ยิ่งกว่านั้นเขากลายสถานะเป็นตัวสำรองด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม การมาของ ทูเคิ่ล เหมือนเป็นการปลุกชีพ ฮาแวร์ตซ์ กับ แวร์เนอร์ อีกครั้ง ดั่งว่ามีคู่มือการใช้งานที่ถูกต้องและเหมาะสม อารมณ์เหมือนคนมาจากบ้านเดียวกัน .. ทั้ง 2 คนอาจจะไม่ได้ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ แต่ว่าการมีส่วนร่วมกับทีม แท็คติคที่ใช้ มันเริ่มดูลงตัวมากขึ้นทุกวันๆ

อย่างล่าสุด แวร์เนอร์ เพิ่งจะโหม่งประตูให้กับ เชลซี เอาชนะ เรอัล มาดริด 2-0 ผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ขณะที่ ฮาแวร์ตซ์ ก็เพิ่งจะมาซัด 2 ประตู ช่วยให้ สิงห์บลูส์ เอาชนะ ฟูแล่ม 2-0 ซึ่งตั้งแต่ ทูเคิ่ล เข้ามา ฮาแวร์ตซ์ กดไปแล้ว 3 ตุง เยอะกว่าสมัยที่ แลมพาร์ด คุมทีมเสียอีก

มันแสดงให้เห็นว่าทั้ง ฮาแว์ร์ตซ์ และ แวร์เนอร์ เขาได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจกับทีมมากขึ้น ยิ่งทำประตูได้ ก็ยิ่งทำให้ปลดล็อคคลายความกดดัน

– เปลี่ยนจากทีมหมดลุ้น สู่แชมป์

บอกตามตรงว่าในช่วงที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุมบังเหียน เชลซี แทบไม่มีความหวังอะไรอยู่เลย แค่ตำแหน่งท็อปโฟร์ ก็เหมือน“เข็นครกขึ้นภูเขา” เพราะตำนาน สิงห์บลูส์ พาสโมสรร่วงหล่นไปอยู่อันดับ 9 ตอนนั้นตามหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เคยรั้งจ่าฝูง มากถึง 11 คะแนน ก่อนจะโดนไล่ออก นับเป็นอะไรที่ไกลโพ้น หากเทียบกับเป้าหมายของทีม

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ ทูเคิ่ล ก้าวเข้ามาคุมทีม จากทีมที่เคยสิ้นหวัง โอกาสติดท็อปโฟช่างยากเย็น กลับมาเป็นทีมที่เปล่งประกายไปด้วยความหวัง กุนซือชาวเยอรมัน สามารถพา เชลซี ขยับจากอันดับ 9 ขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ได้อย่างสง่าผ่าเผย แถมลุ้นขึ้นไปอันดับ 3 ด้วยซ้ำ หลังตาม เลสเตอร์ ซิตี้ อยู่เพียงแค่ 2 คะแนน เท่านั้น

ไม่ใช่แค่ท็อปโฟร์นะครับ แต่ ทูเคิ่ล กำลังทำให้ เชลซี ลุ้นจบซีซั่นด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ ทั้ง เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นอะไรที่เหลือเชื่อสุดๆ หากมองย้อนกลับไปยุค แลมพาร์ด มันช่างเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์ 

ถ้าหากสุดท้ายซีซั่นนี้ ทูเคิ่ล จบด้วยการพา เชลซี คว้าแชมป์ รับรองว่าชื่อเสียงจะระบือนามมากว่าเดิมหลายขุม และ เป็นการประกาศศักดาว่าปีหน้าพร้อมพาทีมทวงบัลลังค์แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

– ทรงบอลปราบทีมใหญ่

เชื่อว่าแฟนบอล เชลซี สามารถมองออกด้วยตาเปล่าทันที เมื่อพวกเขาเปลี่ยนจาก แลมพาร์ด มาเป็น ทูเคิ่ล โดยเฉพาะเรื่องแท็คติค และ ความเข้าใจ ต้องบอกว่า ทูเคิ่ล ทำได้ดีกว่าเยอะ ทั้งเรื่องการบีบเพรสซิ่ง ไล่ตั้งแต่แดนหน้า, การขึ้นเกมรุกแบบมีประสิทธิภาพ เข้าทำแบบหลากหลาย ส่วนเกมรับ ก็ได้กล่าวไปยาวเฟื้อยแล้วก่อนหน้านี้ 

การต่อบอลยุค ทูเคิ่ล แม่นยำมากเหลือเกิน, เล่นกันอย่างรู้ใจ และ ที่สำคัญดูเขาจะให้อิสระกับพวกนักเตะในแนวรุกค่อนข้างเยอะ เมสัน เมาท์ คือตัวอย่างชั้นยอด ที่เมื่อได้โอกาสแสดงฝีเท้าก็ฉายแสงไม่หยุด เช่นเดียวกับพวก คริสเตียน พูลิซิช หรือ ฮาคิม ซีเย็ค ต่างรีดฟอร์มเก่งออกมาให้เห็น 

เมื่อ DNA ของกุนซือเด่นชัด มันก็ง่ายต่อการปรับตัวของนักเตะ ฉะนั้นเวลา 3 เดือน เหมือนว่า ทูเคิ่ล คุม เชลซี มา 3 ปี เขาสามารถพาทีมปราบ ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์, ถีบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มี เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ยังมีทั้งเอาชนะเฮดโค้ชชั้นอ๋องอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ และ คาร์โล อันเชล็อตติ มาหมดแล้ว

ชนะนัดเดียวอาจเป็นเรื่องฟลุ๊ค แต่นี่เล่นปราบทีมยักษ์ใหญ่ให้เห็นเป็นขวัญตามานักต่อนัก ซึ่งแน่นอนว่าทรงบอลคือสิ่งสำคัญ โดย ทูเคิ่ล เป็นโค้ชที่เรียนรู้สไตล์คู่แข่งได้ไว เขารู้จุดแข็ง จุดอ่อน ต้องแก้ตรงนี้ ต้องเล่นงานตรงนั้น เหมือนอย่างที่ เรอัล มาดริด พ่ายแพ้ แบบหาโอกาสยิงแทบไม่ได้

หรืออย่างเกมที่ เชลซี ปราบ แมนฯ ซิตี้ ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เขาทำเอาทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไปไม่เป็น

ถ้าหากโลกนี้ มีบทเพลง “รักไม่ต้องการเวลา” บางที เชลซี ของ ทูเคิ่ล ก็อาจจะก้าวไปเป็นแชมป์ โดยไม่ต้องสร้างทีมนานหลายปี เหมือนอย่าง ลิเวอร์พูล หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เป็นได้

ฮาย ฮาวดี้

RELATED NEWS