ย้อนอดีต! มู ทะเลาะ ลูกทีม จุดจบเป็นอย่างไร?

ย้อนอดีต! มู ทะเลาะ ลูกทีม จุดจบเป็นอย่างไร?

กำลังเป็นประเด็นถกกันให้แซ่ดเลย สำหรับเรื่องราวความบาดหมางระหว่าง โชเซ่ มูิรินโญ่ กุนซือจอมอหังการของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ปอล ป็อกบา แข้งค่าตัวแพงสุดในทีม

ล่าสุดมีรายงานว่าถึงขั้นฟาดปากกันกลางวงซ้อมเลยทีเดียว ก็ไม่รู้ว่าทั้งคู่แตกหักกันจริง หรือแค่ข่าวลือ แต่ที่แน่ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “เฮียมู” ทะเลาะกับลูกทีมคนสำคัญ เพราะในอดีตที่ผ่านมาพี่แกก็เคยทำมาแล้ว ส่วนจะเป็นใครบ้าง และมีจุดจบอย่างไรวันนี้ขอบสนามจัดให้ครับ

 

 

ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2012/13 คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ดวงชะตาของ กาซียาส นายด่านกัปตันทัพ “ราชันชุดขาว” จะดำดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็ว  ทั้งที่เพิ่งจะพาทีมเถลิงบัลลังก์คว้าแชมป์ลีกมาเมื่อปีก่อน สาเหตุเริ่มต้นเลยคือเจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บต้องพักราว 2 เดือนครึ่ง ประจวบเหมาะกับเข้าสู่ช่วงตลาดหน้าหนาวพอดี มูรินโญ่ จึงตัดสินใจซื้อ ดิเอโก้ โลเปซ จาก เซบีย่า มาแก้ขัดด้วยค่าตัวแค่ 35 ล้านยูโร ซึ่งฟอร์มของ โลเปซ ก็ไม่ได้ถือว่าดีเด่อะไรมากนัก ทว่าพอ กาซียาส สลัดเดี้ยงกลับมาฟิตสมบูรณ์ “เฮียมู” ก็ยังเลือกใช้ โลเปซ เป็นมือ 1 ต่อไป

 

ตรงกับข่าวลือที่ว่าช่วงที่รักษาอาการบาดเจ็บอยู่นั้น มูรินโญ่ ไม่พอใจ นายด่านจอมเก๋าที่ใช้เวลาว่างไปสนิทสนมกับ ชาบี เอร์นานเดซ และ การ์เลส ปูโยล 2 แข้งดังของ บาร์เซโลน่า ทีมคู่ปรับ ท้ายสุด อีเกร์ ก็โดนดองจนจบฤดูกาล โชคชะตาเหมือนจะกลับมาอยู่กับเขาอีกครั้ง เพราะ มูรินโญ่ ตัดสินใจแยกทางกับทัพ “ราชันชุดขาว” แต่แล้วฤดูกาลถัดมา คาร์โล อันเชล็อตติ ที่เข้ามาทำทีมแทน ก็ยังคงเมินใช้งาน กาซียาส อีกเช่นกัน ทำให้เจ้าตัวต้องระเห็จเก็บกระเป๋าย้ายไปอยู่กับ เอฟซี ปอร์โต้ ในที่สุด

 

ต่อมา กาซียาส ที่ปัจจุบันอายุ 36 ปี ได้เคยออกมาพูดเมื่อปี 2015 ถึงสาเหตุของความบาดหมางที่นำพาให้ มูรินโญ่ ไม่เลือกใช้งานเขาด้วย โดยกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ของผมกับ มูรินโญ่ มันไม่เหมือนเดิม หลังจากที่ผมไปคุยสนิมสนมกับ ชาบี และ การ์เรส แต่ที่ผมคุยเพราะไม่อยากให้ทีมชาติสเปน มีปัญหากันระหว่างนักเตะของทั้ง 2 ทีม ผมก็ไม่รู้ว่า มูรินโญ่ ไปตีความหมายยังไงเหมือนกัน”

 

นอกจากนี้ยังนินทากันอีกว่า ไม่ใช่แค่ กาซียาส คนเดียวที่มีปัญหากับ มูรินโญ่ แต่ เซร์คิโอ รามอส และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ขาใหญ่ประจำทีม ก็ร้องยี้ไม่เอากุนซือชาวโปรตุกีสรายนี้เหมือนกัน ทำให้ในที่สุด “ราชันชุดขาว” ต้องตัดสินใจยกเลิกสัญญา ปล่อยให้กลับไปคุม เชลซี เป็นคำรบที่ 2  

 

 

ต่อเนื่องจากกรณีของ กาซียาส ด้านบนเลย ที่ต้องเอา โอซิล มาเขียนแยกอีกคน นั่นเป็นเพราะเจ้าตัวได้มีการเขียนถึงช่วงชีวิตที่ เรอัล มาดริด ลงในพ็อคเก็ตบุ๊ค ส่วนตัว ฉะนั้นมันจึงมีหลักฐาน และข้อมูลนำมาขยายต่อได้ ไม่ใช่แค่คำนินทาว่าไม่ถูกกันเหมือน รามอส กับ โรนัลโด้

 

ในปีแรกที่ มูรินโญ่ เข้ามากุมบังเหียนทัพ “ราชันชุดขาว” คือฤดูกาล 2010/11 ก็จัดการทุ่มเงิน 15 ล้านยูโร ดึงตัว โอซิล จาก แวร์เดอร์ เบรเมน เข้ามาร่วมทีม พร้อมความคาดหวังที่จะให้ลงบัญชาเกมแดนกลางในฐานะตัวจริง ทว่าด้วยสไตล์การเล่นที่เอื่อยเฉื่อยใช้สมองมากกว่าพละกำลัง ไม่ช่วยวิ่ง ไม่ช่วยไล่ ทำให้ไม่เข้ากับแผนของ “เฮียมู” จนเกิดการฟาดปากกัน โดย มู ได้ด่า โอซิล ว่าเป็นพวกขี้ขลาด ใจปลาซิว โดนว่านิดว่าหน่อยก็ใจป๊อด ไม่สู้แล้ว และแน่นอนเมื่อคุณเล่นไม่ดีแถมทะเลาะกับโค้ช คุณก็ต้องตกเป็นตัวสำรอง

 

ส่วนนึงในหนังสือ “The Magic of the Game” พ็อคเก็ตบุ๊คที่ โอซิล เขียนได้เผยถึงคำพูดที่ มูรินโญ่ พูดถึงเขาว่า “คุณคิดว่าคุณผ่านบอลสวยๆ 2 ครั้ง มันดีพอแล้วเหรอ? คุณคิดว่าคุณเล่นดีแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้วเหรอ? จากนั้นเขาก็จ้องหน้าผม ส่วนผมก็จ้องกลับไปเหมือนนักมวยที่กำลังจะชกยกแรก เขาไม่แสดงความรู้สึก เขาเพียงรอการตอบกลับจากผม แล้วจากนั้นเขาก็พูดว่า โอ้ว! คุณยอมแพ้แล้วเหรอ คุณมันคนขี้ขลาด!”

 

อย่างไรก็ตามท้ายสุดคู่นี้ก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้ ซึ่ง โอซิล เองก็ยอมรับว่าคำพูดของ มูรินโญ่ วันนั้นมีส่วนช่วยให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นแข้งระดับแถวหน้าของโลกได้อยู่ในทุกวันนี้

 

 

หนึ่งในเหตุการณ์ “เตะไล่โค้ช” ที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์วงการลูกหนัง เพราะ ฤดูกาล 2014/15 มูรินโญ่ เพิ่งจะพาทัพ “สิงห์บลูส์” คว้าแชมป์ลีกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ทว่าแค่ซีซั่นถัดมา ผู้เล่นตัวหลักก็อยู่ครบ แถมเสริมแข้งใหม่เข้ามาอีก ทว่ากลับแพ้ถึง 9 จาก 16 นัดแรก ร่วงลงไปอยู่ท้ายตารางแบบน่าตกใจ!

 

ว่ากันว่าชนวนเหตุของการ เล่นไล่โค้ช นั้นเกิดขึ้นจากเกมลีกนัดแรกของฤดูกาล 2015/16 ที่ เชลซี ทำได้แค่เปิดบ้านเสมอกับ สวอนซี ไป 2-2 เรื่องของเรื่องคือช่วงท้ายเกม เอแด็น อาซาร์ มีอาการบาดเจ็บ ทีมแพทย์ซึ่งนำโดย หมอเอวา รีบวิ่งลงสนามไปดูอาการ ทว่า มูรินโญ่ กลับไม่พอใจเนื่องจากทำให้ทีมต้องเหลือ 9 คนในสนาม เพราะก่อนหน้านี้ ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายด่านมือ 1 นั้นโดนไล่ออกไปก่อนแล้ว หลังจบเกม เฮียมู ก็ใส่ไม่ยั้งด่า หมอสาวออกสื่อ จนนักเตะเริ่มเอือมระอา เท่านั้นไม่พอท้ายสุดถึงขั้นสั่งปลด เอวา ออกจากทีมแพทย์เลยด้วย ทำให้ต้องยื่นใบลาออกจากทีมไปเอง

 

เรื่องนี้อาจจะดูเล็กน้อย แต่มันก็ดันเกิดตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล ทำให้นักเตะภายในทีมแบ่งแยกออกเป็น 2 ก๊วน ก๊วนนึงไม่พอใจ มูรินโญ่ อย่างมาก เพราะนอกจากฝีปากจัด ด่าผู้หญิง จนต้องตกงาน ยังไม่ปกป้องนักเตะตัวเองที่เจ็บอยู่อีก โดยฝั่งนี้คาดกันว่ามี เอแด็น อาซาร์ ต้นเรื่อง, เชส ฟาเบรกาส และ ดิเอโก้ คอสต้า เป็น 3 แกนนำหลักในการเล่นไล่มู ไม่ใช่แค่ต่อว่า หมอเอวา แต่พอแข้ง เชลซี เล่นแย่ แพ้หรือเสมอ ช่วงนั้น มู ก็โทษลูกทีมตัวเองซะเป็นส่วนใหญ่ แถมมีเปรยๆ ด้วยว่ามีนักเตะบางคนเล่นเหมือนไม่อยากเล่น เล่นไม่ทุ่มเท เล่นไล่โค้ช

 

ท้ายสุด โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีม เชลซี ก็ต้องตัดสินใจ ตัดไฟแต่ต้นลม ไม่งั้นจะเสียหายหนักไปมากกว่านี้ ปลด มูรินโญ่ ออกกลางอากาศ และผลงานของทีมก็กระเตื้องขึ้นมา จนไต่จากท้ายตารางขึ้นมาจบที่ 10 ได้ ก่อนที่ฤดูกาลที่แล้ว จะเป็น อันโตนิโอ คอนเต้ ที่พาทีมกลับมาผงาดคว้าแชมป์ได้อีกครั้ง  

 

นี่คือ 3 เหตุการณ์หลักๆ ที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือเจ้าของฉายา “เดอะ สเปเชียล วัน” ไปมีปัญหากับลูกทีมของตัวเอง โดยแต่ละเหตุการณ์ก็มีจุดจบที่ต่างกันออกไป มีทั้งนักเตะต้องเก็บข้าวของย้ายออกไปเอง, มีทั้งปรับความเข้าใจกันได้ กลับมาดูดปากกัน และก็มีทั้งทำให้ตัวเองซวยต้องถูกเด้งพ้นเก้าอี้. .. ทีนี้หากเรื่องที่ มู มีปัญหากับ ป็อกบา คือเรื่องจริง ต้องรอดูกันล่ะครับว่า ท้ายสุดแล้วใครจะอยู่ใครจะไป แต่ที่ตอนนี้เสียหายแน่นอนเลยคือสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด!

ชิน ชินพัฒน์

 

RELATED NEWS